วิทยาศาสตร์ VS ศาสนา: ใครมีปัญหากับใคร?

วิทยาศาสตร์ไม่ได้มีปัญหากับศาสนาหรอก และดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่แค่เรื่องของการทะเลาะของคนที่เห็นไม่ตรงกันเท่านั้นด้วย

ผู้นับถือศาสนาก็ไม่ได้เป็นผู้ผิดในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

มันเป็นข้อจำกัดของศาสนา 

ศาสนาเองต่างหากที่มีปัญหากับการรับรู้ความจริงอันจำกัด ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ สมองเรา “ถูกออกแบบ” มาให้แปลผลหารูปแบบที่จะช่วยให้เข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวต่างๆ ทั้งสิ่งแวดล้อมที่เป็นกายภาพ, สังคม, และนามธรรม แต่นั่นก็เป็นการแปลผลที่อิงกับข้อมูลที่ได้รับ, ประสบการณ์ที่มี, และความเข้าใจพื้นฐานก่อนหน้านั้น

ความเป็นตัว “ศาสนา” ก็เป็นผลลัพธ์จากความพยายามของกระบวนการทำความเข้าใจเช่นนี้ไม่ต่างจากปรัชญาและวิทยาการอื่นๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์

แต่ศาสนามีลักษณะที่โครงสร้างอันมีลำดับขั้น (hierarchical) (ผมไม่ได้หมายถึงลำดับชั้นยศ แบบพระอธิการ ราชาคณะ สันตะปาปา อะไรแบบนั้นนะ แต่เป็นลำดับขั้นของอำนาจจากบนสู่ล่างอย่างที่เป็นนามธรรม อำนาจที่ผูกกับตัวของศาสนาเอง) การที่จะขยับจากความรับรู้แบบเก่าไปสู่การรับรู้ความจริงด้วยข้อมูลที่ใหม่กว่า แม่นยำกว่า จึงทำได้ยากและสั่นคลอนลำดับขั้นเดิมๆ การเปลี่ยนแปลงในศาสนาถึงได้ออกมาในรูปการเผชิญหน้าที่รุนแรงทุกครั้ง แทบจะไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองเลย (และส่วนใหญ่ก็เกิดร่วมกันด้วยซ้ำไป) Read more of this post

ขอบคุณนะครับ แต่ไม่ต้องเสือก

“วิทยาศาสตร์เพิ่งพิสูจน์ได้ แต่พระพุทธเจ้าค้นพบ … มาตั้งนานแล้ว”

“การที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ …. เป็นการพิสูจน์ประสงค์ของพระเจ้า”

ตรงช่องว่าง “…” ที่ผมเว้นไว้นี่เติมการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อะไรลงไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอะตอม ทฤษฎีวิวัฒนาการ อนุภาคฮิกส์ ฯลฯ ตัวอย่างที่ผมยกมานี่เป็นของสาวกศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์กับอิสลาม แต่ผมพยายามสื่อถึงศาสนาทุกศาสนาโดยรวม เราอาจจะเปลี่ยนชื่อศาสดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปได้เรื่อยๆ ตามความ ศรัทธา ของผู้พูด

มันน่าตลกมากที่สาวกของทุกศาสนาจะพยายามดิ้นรนหาที่อยู่ของศรัทธาด้วยการเอา หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไปสนับสนุนความเชื่อของตน พวกเขาทำราวกับว่า Big Bang จะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล (หรือค้นพบ)

การจะเอาหลักฐาน(ทางวิทยาศาสตร์)ไปโยงกับความเชื่อทางศาสนาหรือทางจิตวิญญาณ มันง่ายมาก แทบไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ ยิ่งในสมัยที่อินเตอร์เน็ตกระจายอย่างกว้างขวาง แค่นั่งพิมพ์ไม่กี่ตัวอักษร บิดเบือนความจริงไปตามความเชื่อของตัวเอง ง่ายสุดๆ ไม่ต้องค้นคว้าอะไรเลย เหมือนนักข่าวที่นั่งเทียนเขียนข่าวไปวันๆ (สบายกว่านักข่าวอาชีพด้วยซ้ำ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับคำพูดตนเอง)

ผู้ศรัทธาอาจจะอ้างว่าการกระทำเหล่านี้เป็นประโยชน์ทั้งต่อทางวิทยาศาสตร์และศาสนา, เป็นการปรองดองแห่งศตวรรษที่ 21 ที่หาทางออกให้กับความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา

หรือสาวกผู้ศรัทธาอาจนึกกลัวว่านักวิทยาศาสตร์จะหลงลำพองในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากเกินไปจนลืมศรัทธาทางศาสนา จึงต้องเผยให้เห็นถึงมุมมองในแง่มุมที่ต่างออกไป ผมหมายถึงการเผยแพร่ความคิดแบบประเภท “ลองมาเข้ารีตกับเราดูสิ แล้วก็จะเข้าใจเอง ถ้าไม่เข้ารีต แล้วจะรู้ได้ไงว่าไม่จริง” นั่นแหละ

หากนี่เป็นความหวังดีจากใจจริง ผมก็ขอขอบคุณนะครับ แต่ก็ขอย้ำให้ขณะเดียวกันว่า ไม่ต้องเสือก

จะมีศรัทธาหรือไม่ก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่วันยังค่ำ

จะสนับสนุนหรือขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนา วิทยาศาสตร์ก็คือวิทยาศาสตร์

เหล่าสาวกของศาสนาทั้งหลายกลับไปห่วงความมั่นคงในศรัทธาของตัวเองก่อนดีกว่า ศรัทธาประเภทไหนกันที่ต้องหยิบยืมเอาวิทยาศาสตร์ไปบิดเบือนประกอบความเชื่อของตัวเอง? หรือแท้ที่จริงพวกท่านก็ตระหนักอยู่ลึกๆ ว่า ศาสนาไม่สามารถได้ให้คำตอบที่มนุษย์อันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควานหาเหตุผลจะพอใจได้

Computer ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คำว่า “Harvard Computer” ไม่ได้หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์แบบที่เราใช้ทุกวันนี้

แต่ หมายถึงคนที่ทำหน้าที่จัดทำแคตาล็อกดวงดาวจากรูปถ่ายของกล้องโทรทรรศน์ตาม ความสว่างของดาว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง เนื่องจาก Edward Charles Pickering ผู้อำนวยการหอดูดาวของฮาร์วาร์ดในสมัยนั้น (ต้นทศวรรษ 1900s) เห็นว่าค่าจ้างของผู้หญิงถูกกว่าผู้ชาย และผู้หญิงก็ทำงานได้ดีกว่า บางที “คอมพิวเตอร์” เหล่านี้ก็ถูกเรียกว่า “ฮาเร็มของ Pickering”

แม้จะทำงานในหอดูดาว แต่ผู้หญิงเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งกับกล้องโทรทรรศน์เลย เพราะเป็นระเบียบข้อห้ามของหอดูดาวในสมัยนั้น และแม้คอมพิวเตอร์บางคนจะเป็นนักศึกษาปริญญาทางดาราศาสตร์ แต่พวกเธอก็ได้รับค่าจ้างเพียง 25-50 เซ็นต์ต่อชั่วโมง น้อยกว่าค่าแรงเสมียนหญิงเสียอีก

Harvard Computer ที่ต่อมาเป็นนักดาราศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องดังๆ ได้แก่ Annie Cannon, Antonia Maury, Williamina Fleming, Henrietta Swan Leavitt

อ้างอิงจาก
http://www.carleton.edu/departments/PHAS/Astro/pages/marga_michele/harvard.html

ผลช็อปปิ้งหนังสือวันแรก: มหิดล-พญาไทบุ๊คแฟร์ 2012

วันนี้ที่คณะวิทยาศาสตร์ พญาไท ม. มหิดล จัดงาน Books Fair 2012 วันแรก (งานมีตั้งแต่วันที่ 7-10 กุมภาพันธ์ 2012) ผมก็ไปจัดหนังสือมาสองเล่ม

  1. เล่มแรก Evolution, 4th Edition ของ Halls & Hallgrimsson ราคาเต็ม 910 บาท ลด 25% เหลือ 682.5 บาท (จัดว่าถูกทีเดียว)
  2. เล่มสอง Animal Behavior, 9th Edition ของ Alcock ราคาเต็มไม่รู้ แต่ลดแล้วเหลือ 1417.5 บาท (ตอนแรกผมคาดว่าคงประมาณ 1,600 บาท ต่ำกว่าที่คิดไว้เกือบสองร้อย ถือว่าพอรับได้)

รวมสองเล่ม 2,100 บาท พอดี อีก 3 วันที่เหลือ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะซื้อเพิ่มอีกหรือเปล่า เดือนนี้ใครจะมาชวนไปไหน ผมคงไม่ไปแล้วแหละ กระเป๋าแบน

ซื้อมาก็ไม่รู้ว่าจะอ่านหรือเปล่า Evolution เล่มของ Futuyma (2005) ผมซื้อมาตั้งแต่ตอน ปี 4 ป. ตรี ผ่านมาเกือบ 5 ปี ยังอ่านไม่จบสักบทเลย เอามาเก็บไว้ดักฝุ่นบนชั้นหนังสือนั่นแหละ :-P Read more of this post

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,037 other followers