ถ้าพระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่างจริง พระไตรปิฎกก็ควรมีวิธีพิสูจน์ Goldbach’s Conjecture
Sunday 10 June 2012 6 Comments
ในหนังสือ “Demon-haunted World: Science as a Candle in the Dark” ย่อหน้าหนึ่ง Carl Sagan ได้บอกไว้ว่าเวลาที่เจอพวกที่อ้างว่าติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ เขาจะส่งจดหมายตอบไปให้เขาถามวิธีพิสูจน์ Fermat’s Last Theorem หรือ Goldbach’s Conjecture จากมนุษย์ต่างดาวให้หน่อย สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่ฉลาดล้ำหน้าเกินกว่ามนุษย์ขนาดเดินทางข้ามอวกาศมาเยี่ยมเราได้ ย่อมจะต้องสามารถแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของเราได้แน่ (ตอนนั้น Fermat’s Last Theorem ยังพิสูจน์ไม่เสร็จ)
Carl Sagan บอกว่าทุกครั้งที่ส่งจดหมายแบบนี้ไป คนพวกนั้นก็ไม่ตอบกลับเลย
เหตุผลที่ Carl Sagan ยกคำถามคณิตศาสตร์ ก็เพราะคณิตศาสตร์เป็นภาษาสากล เราสามารถ assume ได้ว่า ภูมิปัญญาที่จะมีวิสัยทัศน์ดังอ้างได้จะต้องเข้าใจในรูปแบบของธรรมชาติซึ่งสามารถแสดงออกได้ในรูปแบบทางคณิตศาสตร์(หรืออะไรคล้ายๆ กัน) หากภูมิปัญญานั้นสูงล้ำหน้ากว่ามนุษย์แล้ว ปัญหาคณิตศาสตร์เหล่านี้ก็ต้องเรื่องจิ๊บๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีหนทางใบ้ไปสู่คำตอบ
เหตุผลที่ยก Fermat’s Last Theorem หรือ Goldbach’s Conjecture ก็เพราะสองอันนี้เป็นทฤษฎีบทที่เรียบง่าย แต่พิสูจน์ได้ยากยิ่ง หากภูมิปัญญานั้นเข้าใจรูปแบบธรรมชาติอย่างใน assumption ย่อหน้าก่อนหน้า เขาจะต้องสังเกตเห็นและเข้าใจรูปแบบที่ปรากฏในทั้งสองทฤษฎีบทนี้แน่ๆ
มุขนี้น่ายืมมาใช้กับศาสนิกชนของบางลัทธิที่ชอบอวดอ้างว่า “ศาสดาของตนเก่งนักเก่งหนา รู้ไปหมดทุกอย่าง” เสียจริง
ตรงไหนของพระไตรปิฎกมีใบ้วิธีพิสูจน์ Goldbach’s Conjecture ไว้บ้างนะ? คนอินเดียก็เป็นหนึ่งในชนชาติที่มีความก้าวหน้าคณิตศาสตร์ของยุคโบราณ ถ้าศาสนาพุทธอธิบายทุกอย่างเจนจบหมดสิ้นดังอ้าง เรื่องแบบนี้ก็น่าจะมีคำใบ้ไว้อยู่นะ
อุ๊ย! ลืม เผลอหลุดปากว่าเป็นศาสนาพุทธไปได้ไงเนี่ย…. ฮุฮิๆๆ
ผมคิดว่าคำอ้างเพ้อเจ้อกลวงๆ ประเภทนี้เจอการล้อเลียนแบบนี้ก็สมควรแล้ว อย่างที่ Thomas Jefferson กล่าวไว้
”Ridicule is the only weapon which can be used against unintelligible propositions. Ideas must be distinct before reason can act upon them”,
~ Thomas Jefferson, letter to Francis Adrian Van der Kemp, 30 July, 1816
(แต่ Carl Sagan นี่ก็ไม่เชิงว่าเขาจะล้อเลียนคนที่อ้างว่าถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปนะ ดูเหมือนเขาจะค่อนข้างเห็นใจซะด้วย แต่เขาไม่เชื่อจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์)


ความรู้เหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจได้ครับ ถึงพระพุทธองค์รู้ ท่านก็ไม่ได้สอน ท่านเน้นทางพ้นทุกข์ครับ
ผมคิดว่าคุณเป็นคนที่ฉลาดและหลักแหลม เปี่ยมล้นไปด้วยภูมิปัญญา วิชาการเยี่ยม แต่คุณกำลังดูแคลนและเหยียดหยามศาสนาประจำชาติ(ชาติไทย)ของคุณเอง แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนไทยผมขอโทษ เพราะศาสนาพุทธคือศาสนาประจำชาติไทย และเป็นศาสนาของผมพร้อมกับผู้คนอีกหลายล้านคน พวกเราเป็นชนเผ่าโง่เง่า คุณอย่าได้อาศัยแผ่นดินของพวกเราเลย เพราะคุณฉลาดมากเกินกว่าที่จะคู่ควรกับแผ่นดินของพวกเรา
สวัสดีค่ะ ตามมาจาก JuSci นะคะ (*v*)
เขิลจังเลย…
เอาเป็นว่า add twitter ไปแล้วนะคะ ถ้าได้ FB account ด้วยจะยิ่งดีใหญ่เลยค่ะ
จะได้เกรียนใส่ได้สะดวกหน่อย อิอิส์
ต้องลองพิสูจน์ดูครับ ว่าจริงไหม
“อย่าเชื่อว่า สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพียงเท่านี้ บุคคลชื่อว่า ตามรักษาสัจจะ”
พระไตรปิฎก เป็นความจำของพระภิกษุตั้งแต่ต้นยุคสมัยพุทธกาล ที่ช่วยกันจำและถ่าย
ทอดต่อๆกันมาเพื่อ สืบทอดสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่าน เผยแผ่พระศาสนาครับ
อย่าเชื่อในสิ่งที่ยังไม่เห็น แต่ต้องปฏิบัติให้ได้ก่อนพระไตรปิฏกเป็นแนวทางให้ปฏิบัีติได้ ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ปราศจากความจริงได้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ได้คิดค้นขึ้นทุกวันก็เป็นสิ่งยืนยันไปทีละขั้นๆของมันดังสมองที่ได้คิดค้นขึ้นตามหลักความจริง พระพุทธเจ้าได้นำคำสอนที่ได้ชำระจิตให้สอาดผ่องใสแล้ว มีผู้จดจำและสืบทอดมาถึงรุ่นปัจจุบันก็คงเป็นหลักฐานชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ทุกวันนี้ผมในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชน ผมยังทำตามพระพุทธองค์สอนถึงแม้่ไม่ถึงส่วนหนึ่งด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้่ผมเรียนหนังสือมาถึงขึ้นที่พอรู้ว่าอย่างไหนผิดถูกมีอะไรก็ทำไปมีงานมีหน้าที่ก็ต้องคำนึงหลักธรรมพื้นฐาน เช่นพรหมวิหาร ฯ และคำนึงถึงกาลามสูตรที่สอนไว้ก็ทำไป จึงมีแนวคิดในทางพัฒนามากกว่าแนวคิดที่อ้อนวอนในสิ่งที่ไร้สาระ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ทำให้จิตได้พัฒนา กลับทำให้คนที่มีปัญญามาก ฉลาดมากแต่ไม่มีคุณธรรมมีจิตที่มัวหมองได้ทุกขณะจิต
เสมือนเถียงกันว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันนั่นแหละ ต้องพิสูจน์ตรงนี้ให้ได้ก่อนซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ
ดิชชั่นนารีเขาระบุความหมายของศัพท์ทุกคำในโลกไว้ไหม