มหาวิทยาลัยจะมีค่าอะไร ถ้า….

ข่าวเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งให้เปลี่ยนการรับน้องไปเป็นการปฏิบัติธรรมที่วัดธรรมกายนี่ ผมไม่รู้ที่มาที่ไปชัดเจน เนื่องจากว่าข่าวเดียวกันนี้มีการนำเสนอที่แตกต่างกันมาก

สื่อที่บอกว่าว่า รมว. เน้นย้ำว่าต้องเป็นวัดธรรมกาย มีแต่สื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทั้งนั้น (เช่น คมชัดลึก ไทยโพสต์) ผมเลยไม่แน่ใจว่าจะมีการโหนให้ความเกลียดชังธรรมกายโจมตีรัฐบาลหรือเปล่า (เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของความขัดแย้งทางการเมือง ข้อดีคือทำให้เราชั่งน้ำหนักที่มาของข่าวก่อนเชื่อ ข้อเสียคือทำให้เราไม่แน่ใจได้เลยว่าข่าวไหนเขียนจากข้อเท็จจริง ข่าวไหนใส่อคติลงไปเท่าไร)

ขณะที่ข่าวที่รายงานใน เว็บ นสพ. ข่าวสด กับ ไทยรัฐ มีแค่บอกว่าสั่งให้เปลี่ยนการรับน้องรุนแรงไปเป็นการปฏิบัติธรรมหรือกิจกรรมอย่างอื่น ไม่ได้ระบุว่าเป็นวัดไหน

ตัวอย่างจากข่าวสด

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdNakE1TURVMU5RPT0%3D&sectionid=TURNeE5RPT0%3D&day=TWpBeE1pMHdOUzB3T1E9PQ%3D%3D

แต่สำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นวัดธรรมกายหรือวัดโพธิ์

**ผมก็ไม่เห็นด้วยให้สถานศึกษามีการบังคับ, กดดัน, ชี้นำ, ชักจูงให้นักเรียน-นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาในทุกกรณี**

การยืนยันเช่นนี้ก็ไม่ได้แปลว่าผมเห็นด้วยกับการรับน้อง ผมคิดว่าควรเลิกการรับน้องไปเลย

ดูเหมือน ศธ. จะยังคงคิดว่านักศึกษาใหม่ไม่สามารถคิดหรือทำอะไรสร้างสรรค์ได้หากปราศจากกิจกรรมชี้นำจากเบื้องบน (รุ่นพี่, อาจารย์, หรือพระสงฆ์) พอไม่เอารับน้องก็เลยต้องหาอะไรมายัดแทน ทั้งที่ความจริง เลิกรับน้องไปเลยก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นจะต้องหาอะไรมาแทนมันหรอก

หรือนี่จะเป็นธรรมเนียมไทยๆ ที่มหาวิทยาลัยควรจะเป็นแหล่งอบรมให้นักศึกษารู้จักยอมรับอำนาจเบื้องบนแต่โดยดี ห้ามขัดขืน ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิด ห้ามสงสัย

มีคำพูดหนึ่งของ ริชาร์ด ดอว์กินส์ ที่พูดในหัวข้อ The Purpose of Purpose ของการทัวร์ USA มี.ค. ปี 2009 ดังนี้

“What on earth is the university for if it only reinforces opinions that students and the public already hold?”

“มหาวิทยาลัยจะมีค่าอะไร ถ้ามันเป็นแค่แหล่งส่งเสริมความเชื่อที่นักศึกษาและสาธารณชนยึดถือกันอยู่แล้ว”

ข้อความข้างบน Richard Dawkins พูดตอบโต้ร่าง กม. HR 1014 ที่เสนอให้สภาของรัฐ Oklahoma ประกาศว่าการเชิญ Dawkins มาบรรยายของ University of Oklahoma เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เนื่องจากเป็นการยัดเยียดแนวคิด Darwinian evolution ซึ่งขัดกับความเชื่อของสาธารณชน อ่านรายละเอียดได้จาก http://ncse.com/news/2009/03/antievolution-resolutions-introduced-oklahoma-004637
(รัฐ Oklahoma เป็นส่วนหนึ่งของ “Bible Belt” ถ้านึกภาพสถานการณ์ไม่ออก ก็ให้นึกถึงว่าทักษิณไปเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงที่ภาคใต้)

สรุปแล้ว เราต้องการให้มหาวิทยาลัยของประเทศไทยมีค่าหรือไม่?

Growing Up in the Universe

 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมได้ดู Royal Institution Christmas Lecture ปี 1991 “Growing Up in the Universe” ในองค์เสด็จพ่อ Richard Dawkins จบ 5 ตอนแล้วอึ้งมากๆ

เหตุผลที่อึ้งนี่คือ ความพยายามในการเตรียมการบรรยายทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาให้เด็กๆ เยาวชนของเขาฟัง

ของประกอบนี่เต็มไปหมด มีทั้งกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน, หุ่นยนต์, คอมพิวเตอร์ (อย่าลืมว่ามันเป็นของเมื่อ 20 ปีที่แล้วนะ คอมพิวเตอร์ที่มี GUI มีเมาส์เพิ่งจะมีไม่นาน), คลิปวิดีโอ, สัตว์ตัวเป็นๆ ฯลฯ ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาที่อัดแน่นและกลั่นกรองแล้วอย่างดีโดยองค์เสด็จพ่อ Dawkins

ตอนยกตัวอย่างภาพถ่าย MRI (เทคโนโลยีที่ใหม่มากๆ ในสมัยนั้น) ผมตะลึงมากที่เสด็จพ่อ Dawkins ตรัสว่า “ไปถ่ายภาพ MRI ไว้ตั้งแต่ตอนต้นปีเพื่อ lecture นี้โดยเฉพาะ” แสดงว่าการบรรยายนี้ต้องมีการเตรียมงานอย่างต่ำๆ ก็ 1 ปี และดูจากอุปกรณ์ที่ใช้ก็น่าจะลงทุนเป็นเงินหลายหลักอยู่

Royal Institution Christmas Lecture นี่มีเป็นธรรมเนียมทุกปี เชิญนักวิทยาศาสตร์ระดับบิ๊กๆ มาพูดทั้งนั้น (คนริเริ่มความคิดนี้คือ Michael Faraday) และถ่ายทอดสดทาง BBC ด้วย

ทั้งหมดนี้กลุ่มเป้าหมายหลักคือเพื่อเด็กและเยาวชนจริงๆ

ผมคิดว่าคลิปนี้น่าจะแชร์ตรงนี้ได้โดยไม่มีปัญหานะ เพราะอยู่ใน official youtube channel แห่งสำนักพระอาศรมองค์เสด็จพ่อ Dawkins เองเลย

——

คนไทยที่ชอบบ่นว่าประเทศเราไม่พัฒนาทางวิทยาศาสตร์สักที เลิกบ่นเหอะ หันไปดูบ้างว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเขาลงทุนเพื่อการปลูกฝังการศึกษาให้เด็กๆ ขนาดไหน แล้วหันมาดูประเทศ ดูตัวเองบ้าง

ฝันไปเถอะว่าประเทศที่ทีวีร่วมใจกันถ่ายทอดงานไร้สาระ พิธีโบราณงมงายกันทุกช่องแบบไม่ลืมหูลืมตา มันจะเจริญได้ (วันที่ 9 พ.ค. ปีนี้ ตรงกับวันพืชมงคลพอดี ผมเลยอดนึกถึงประเด็นนี้ไม่ได้)

ฝันไปเถอะถ้าแค่จะซื้อแท็บเล็ตให้เด็กๆ ใด้ใช้ ยังมีคนค้านบ่นกระปิดกระปอดเสียดายเงิน (ทั้งที่ไอ้พวกพิธีข้างต้นนี่ใช้ภาษีเป็นร้อยๆ พันๆ ล้านไม่เคยบ่น) แต่ตอนนี้คงเลิกบ่นแล้วมั้ง เพราะข้างในแท็บเล็ตก็มีโปรแกรมป้อนความซาบซึ้งอยู่เต็มเอี้ยด

ป.ล. เนื้อหาใน lecture นี้ องค์พ่อ Dawkins ได้เรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ Climbing Mount Improbable ด้วย (ชื่อเดียวกับ Ep. 3 ของ Lecture)

วิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth…. แล้วไง?

ความเห็นน่ารำคาญประเภท “ทฤษฎีวิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth ไม่ใช่ absolute truth ดังนั้นจึงใช้มาเป็นหลักเดียวในการเข้าใจธรรมชาติไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์ต้องยอมรับปรัชญา/ศาสนา XYZ ด้วย” มันไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักปรัชญาผู้เชี่ยวชาญอะไรขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามมันสะท้อนว่าคนพูดไม่เข้าใจแม้กระทั่งการใช้คำว่า ‘theory หรือ ทฤษฎี’ ในทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ

ในความหมายทั่วไป theory อาจจะหมายถึงคำอธิบายอะไรก็ได้แล้วแต่จะจินตนาการเอา ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานประกอบ

แต่ในทางวิทยาศาสตร์ theory มันคือคำอธิบายปรากฏการณ์ที่เรียบเรียงมาจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถสร้างสมมติฐานที่อิงจาก theory นั้นๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นด้วยผลการทดลองได้ว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

scientific theory ที่ได้รับการยอมรับทุกอันจำเป็นต้องมี “หลักฐาน” รองรับอย่าง consistently

theory จึงถือเป็น status สูงสุดเท่าที่คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อันหนึ่งๆ จะเป็นได้

ถ้า theory เดิมจะต้องเปลี่ยนหรือแก้ไข นั่นก็คือมี theory ใหม่ที่อธิบายปรากฏการณ์ได้’ดี’กว่า (ส่วนใหญ่ theory ใหม่ที่เข้ามาแทนอันเก่าได้จะมีลักษณะที่เป็น fundamental มากกว่า นั่นคือสามารถอธิบายธรรมชาติได้ในระดับมูลฐานมากขึ้น ซึ่งก็มาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลานั่นเอง)

ถ้าใครคิดว่า วิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth เราควรใช้ “ความจริง” แบบอื่นอธิบายโลกไปควบคู่กัน พรุ่งนี้ก็ลองทดสอบไปกระโดดจากดาดฟ้าตึก 10 ชั้นดูสิครับ บางทีอาจจะได้รู้ว่าอะไรคือ relative truth และ absolute truth คืออะไร

มั่นใจสิครับ ไม่ต้องกลัว มันก็แค่ relative truth หนิ นีโอในหนัง Matrix ยังบินได้เลย

“เห็นหินเป็นหมี” ดีกว่า “เห็นหมีเป็นหิน”

การที่เห็นก้อนเมฆ, ลายน้ำ, ก้อนหิน เป็นรูปเหมือนคนหรือของอะไรสักอย่างที่ดูศักดิ์สิทธิ์เนี่ย มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก

ถ้าไม่เห็นเลยสิ น่าแปลก ตอนเด็กๆ ผมนั่งมองก้อนเมฆจินตนาการเป็นเรื่องเป็นราวได้ไม่ซ้ำกันเลยทุกวัน วันรุ่งขึ้นก็ลืมแล้วก็เห็นเป็นเรื่องใหม่ (ปัจจุบันก็ทำอยู่ ผมว่างและฟุ้งซ่านพอจะทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว)

สมองคนถูกปรับตัวโดยวิวัฒนาการมาให้เห็นรูปแบบ (pattern) ของสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่แล้ว ถ้าจับรูปแบบของสิ่งแวดล้อมได้ แม้จะเป็นอย่างผิวเผินและคลาดเคลื่อนสุดๆ มันก็ยังช่วยให้บรรพบุรุษของเรามีโอกาสหาเจอทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและกระจายตัวได้มากขึ้น ดีกว่าหาแบบสุ่มมั่วๆ ไปตลอดชีวิต และยังช่วยให้บรรพบุรุษของเราพร้อมระวังภัยอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น “เห็นหินเป็นหมี” ยังไงก็ต้องดีกว่า “เห็นหมีเป็นหิน” อย่างแรกเราวิ่งหนีไว้ก่อน ปลอดภัยกว่าถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ใช่หมีจริงๆ
(แต่ดีที่สุดโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง คือ ไม่เห็นหมีเลย <— อันนี้มุขนะ ชิมิ ชิมิ)

Darwin’s Eclipse: ยุคมืดของ Darwinism

ความจริง Natural Selection ของ Charles Darwin ไม่ได้เสนอปุ๊บแล้วก็ได้รับการยอมรับปั๊บทันทีอย่างที่หลายคนเข้าใจนะ

นอกจากที่เถียงกับพวกฝ่ายศาสนาแล้ว แนวคิด Natural Selection ที่อยู่ใน On the Origin of Species และผลงานเล่มอื่นๆ ของเหล่า Darwinian ยังมีจุดอ่อนที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ (ในสมัยนั้น) ไม่ยอมรับ จุดอ่อนนั้นคือ Darwin อธิบายไม่ได้ว่า variation มันคงอยู่เป็นวัตถุดิบของ Natural Selection ได้อย่างไร

โดยเปลือกนอกของตัวมันเอง Natural Selection ก็เป็นกระบวนการที่ “ลด” variation อยู่แล้ว (เพราะมันเลือก favor ลักษณะที่เหมาะสมแค่ลักษณะเดียวหรือไม่กี่ลักษณะ) บวกกับในสมัยนั้นเชื่อกันว่ากลไกการถ่ายทอด (hereditary) เป็นการผสมกันของลักษณะของตัวพ่อแม่ เช่น ดอกไม้สีแดง+ดอกไม้สีขาว = ดอกไม้สีชมพู ฯลฯ กระบวนการ blending แบบนี้ก็จะทำให้รุ่นลูกๆ มี variation น้อยลงๆ เรื่อยๆ โดยธรรมชาติอีก

Darwin และกลุ่มเพื่อนๆ ก็พยายามหาคำอธิบายเรื่องนี้มาตลอด (ผมจำไม่ได้ว่าอธิบายอะไรกันบ้าง) แต่ก็ไม่มีอันไหนที่ convincing เลย ตอนนั้นไม่มีใครรู้ด้วยว่า Mendel ได้เผยแพร่การทดลองปลูกถั่วในปี 1865 แล้ว (หลังการตีพิมพ์ On the Origin 1st edition ประมาณ 6 ปี) ถ้า Darwin เห็นผลการทดลองของ Mendel เขาต้องรู้แน่ๆ ว่ามันปิดจุดอ่อนของ Natural Selection ได้

หลังจาก Darwin ตาย แนวคิด Natural Selection ก็เริ่มมีคนพูดถึงน้อยลงเรื่อยๆ และก็หันไปหาแนวคิดใหม่ๆ ในการอธิบายวิวัฒนาการ นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงนี้ว่าเป็น “Darwin’s Eclipse” เลยทีเดียว

ต้องรออีกประมาณ 60 กว่าปีหลังยุคของ Darwin กว่าที่แสงสว่างของยุค Modern Synthesis จะมาถึงนั่นแหละ Natural Selection ถึงได้รับการยอมรับว่าเป็นกลไกหลักของ “วิวัฒนาการปรับตัว” ของสิ่งมีชีวิต (ผมใช้คำว่า “วิวัฒนาการปรับตัว” – adaptive evolution เพราะ ก็เป็นในยุค Modern Synthesis อีกเช่นกัน เราถึงได้รู้ว่า Selection force ไม่ได้เป็นกลไกอย่างเดียวของวิวัฒนาการทั้งหมด และคำว่าวิวัฒนาการในสมัยนี้ก็ต่างจากสิ่งที่คนยุคดาร์วินใช้ด้วย ดาร์วินนี่ก็ไม่ได้ใช้คำว่า “Evolution” ใน On the Origin)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,037 other followers