คุณเทพพิทักษ์ออกโรงแล้ว เรื่องฟอร์แมตวิทยานิพนธ์


ประเด็นเรื่องฟอร์แมตวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นเรื่องร้อนแรงในเว็บบอร์ด Pantip มาได้ประมาณอาทิตย์หนึ่งแล้ว ความร้อนแรงมากขนาดที่ว่าลุกลามไปจนถึงเว็บบอร์ดอื่นๆด้วย จนน่าจะเรียกได้ว่าเป็น Talk of the (Internet) Town ของเดือนนี้ได้แล้ว ยกเว้นอนาคตจะมีเรื่องแรงกว่านี้อีก (ซึ่งคงยากกกก)

ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องอ่านผ่านไปตามแหล่งที่มีคนเถียงกันเรื่องนี้ด้วย แต่ว่าส่วนใหญ่ผมจะอ่านแค่ผ่านๆเท่านั้น เพราะพอจะเดาได้อยู่ว่าสถานการณ์จะออกมาในรูปไหน (มันก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะ Linux VS Windows, Opensource VS Proprietary, ถูกลิขสิทธิ์ VS กูจะแคร็ก) ก็เลยไม่อยากจะร่วมเถียงกับเขาเท่าไร ดูอยู่ข้างๆสนุกกว่า

แต่วันนี้ในที่บล็อกของคุณเทพพิทักษ์ ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาบรรยาย ผมคิดว่าคงจะอ่านผ่านๆไม่ได้แล้วคราวนี้ พูดตามตรง นี่เป็นคนที่ผมอยากให้แสดงความเห็นในเรื่องนี้มากที่สุด และคุณเทพพิทักษ์ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง

เนื่องจากบทความเต็มๆนั้นค่อนข้างยาว ผมจึงไม่ขอนำมาแปะไว้ทั้งหมด อีกเรื่องคือผมอยากให้ทุกคนเข้าไปร่วมอ่านจากบล็อกของคุณเทพพิทักษ์โดยตรง ตามลิงค์นี้

คนที่ชอบเห็นสงครามน้ำลายอาจจะผิดหวังนะครับ เนื้อหาของคุณเทพพิทักษ์จะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งมากกว่า ถ้าคุณเป็นคนแบบแรกไม่ต้องเข้าไปอ่านก็ได้ ไปที่ Pantip น่าจะสนุกกว่า แต่หากคุณเป็นแบบหลัง บอกได้เลยว่า ห้ามพลาดโพสต์นี้ของคุณเทพพิทักษ์

ผมขอตัดแปะบทนำมายั่วน้ำลายไว้ที่นี้แล้วกัน

อย่างที่ว่ากันแหละครับ เรื่องเก่าเล่าใหม่ แต่มันก็เป็นปัญหาคาใจกันมานานในหมู่ผู้ใช้ที่ไม่ได้ใช้วินโดวส์ ผมคิดว่าเจ้าของกระทู้จุดประเด็นแรงไปหน่อย ทำให้เกิดแรงต้าน เกิดความเข้าใจผิดในประเด็น แต่ตัวประเด็นมันก็มีอยู่ ไม่ใช่เรื่องทฤษฎีสมคบคิดหรือเรื่องฝ่าฝืนกฎอะไร แต่เป็นเรื่องในทางปฏิบัติหลาย ๆ อย่าง ที่หนักที่สุดคงเป็นเรื่องความไม่สะดวกของผู้ใช้ที่ไม่ได้ใช้วินโดวส์

เรื่องการบังคับฟอนต์แบบเจาะจงชื่อ รวมทั้งการบังคับกั้นหน้าซ้ายขวาอย่างละเอียดนี้ ความจริงเป็นประเด็นที่น่าจะเกิดมาพร้อมกับคำว่า WYSIWYG (What You See Is What You Get) เพราะในระบบอย่าง LaTeX นั้น จะแยก stylesheet ออกจากเนื้อหาอย่างเด็ดขาด ผู้เตรียมเอกสารมีหน้าที่แค่ป้อนเนื้อหาและใส่ markup ต่าง ๆ ไว้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงฟอนต์และกั้นหน้าที่ใช้เลย และ stylesheet สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่น เช่น สมมุติว่าผู้จัดพิมพ์ต้องการเปลี่ยนฟอนต์จาก serif เป็น sans serif และแปะตรามหาวิทยาลัยไว้ที่หัวกระดาษ ก็แค่เปลี่ยน stylesheet แล้วสั่ง typeset ใหม่โดยไม่จำเป็นต้องไปนั่งจัดหน้าเนื้อหาเอกสารต้นฉบับเลย

แต่ stylesheet ในเวิร์ดโพรเซสเซอร์แบบ WYSIWYG นั้น มีปัญหาในทางปฏิบัติ คือมันกลายเป็นแค่ออปชันหนึ่งที่ผู้ใช้ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะใช้ จากการสังเกตพฤติกรรมการใช้เวิร์ดของผู้คนที่ผมพบ ส่วนใหญ่จะใช้เวิร์ดในฐานะของ กระดาษวาดรูป ไม่ใช่ เครื่องมือเตรียมเอกสาร เช่น ขึ้นหัวข้อใหม่ด้วยการป้ายกำหนดฟอนต์ตัวหนาขยายใหญ่ แทนที่จะกำหนด style เป็น Heading, ร่นย่อหน้าด้วยการเคาะ space bar แทนการกำหนด margin ที่ style ของย่อหน้า, เวลาลงท้ายจดหมายก็เคาะ space bar ดันข้อความไปด้านขวา เล็งให้บรรทัด “ขอแสดงความนับถือ” กับบรรทัดลงชื่อ เรียงกันกึ่งกลางพอดี แทนที่จะใช้วิธีกำหนด margin และ alignment ใน style ของย่อหน้า ฯลฯ เอกสารจึงขาดโครงสร้าง เวลาเปลี่ยนขนาดฟอนต์หรือขนาดกระดาษที ก็ต้องมานั่งจัดหน้าใหม่หมด จาก What You See Is What You Get ก็เลยกลายเป็น What You See Is All You Get แทน คือไม่ได้อะไรมากไปกว่าที่เห็นหรอก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: