เรื่องเล่าเสาร์เครียดๆ : การคิดเชิงวิจารณ์กับการจับผิด


วันนี้ผมได้คุย MSN chat กับเพื่อนคนหนึ่ง คุยกันเรื่อยๆ มาแรงๆ (ไม่ใช่ “มาเรียงๆ” นะครับ เพราถกกันแรงจริง) เรื่องระบบการคิดของสังคมกับการศึกษาในบ้านเรา เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงประสบการณ์ของผมเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้…ย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว…

ตอนที่ผมเรียนชั้นปริญญาตรีปีสุดท้าย (ปีที่ 4) นั้น ผมต้องลงวิชาสัมนากับนักศึกษา ป. โท-เอก ซึ่งในปีนั้นวิชาสัมนาของ ป. โท-เอก ที่ภาควิชาฯ ยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอยู่ กลุ่มที่ผมเข้าไปร่วมสัมนานั้นมีนักศึกษาลงอยู่น้อยมากแค่ 5 คนเอง อาจจะเป็นเพราะอาจารย์ประจำกลุ่มเป็นอาจารย์ฝรั่งชาวต่างชาติ (อาจารย์ที่ปรึกษาผมเอง) ด้วยเหตุผลหนึ่ง และในปีนั้นมีนักศึกษาในแขนง Ecology น้อยด้วยอีกเหตุผลหนึ่ง เนื่องด้วยมีคนน้อยมากๆ ดังที่กล่าวมานี้ ถ้าสัมนาคาบละ 2 คน สามอาทิตย์จบ ปิดคอร์สกันไปเลย ก็จะดูไม่งามนัก เพราะอีกกลุ่มมีนักศึกษาตั้งเกือบ 20 คนแหนะ

อาจารย์จึงจัดโปรแกรมพิเศษสำหรับวิชาสัมนา นั่นคือให้นักศึกษาทุกคนลอง “ซ้อม” สัมนากันก่อนจะเผาจริง เอ๊ย ไม่ใช่ สัมนาจริง คำสั่งของการสัมนาซ้อมก็คือ

  • ให้นักศึกษาทุกคนนำเรื่องในสาขาที่ตนสนใจมาพูด เป็นเรื่องสั้นๆ ง่ายๆ ไม่เกิน 10 นาที
  • หลังที่ทุกคนพูดเสร็จ ให้จับกลุ่มวิเคราะห์ ข้อดี ของผู้พูดแต่ละคน

แค่สองข้อเองครับ ง่ายๆ ไม่มีบังคับอะไรอื่น นอกจากต้องพูดภาษาอังกฤษ เพราะอาจารย์แกฟังภาษาไทยไม่ออก (จริงๆ สัมนา ป. โท-เอก ก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว)

ตอนที่เรียนนั้นผมก็จัดเรื่องมาพูดๆ ตอบๆ คนอื่นพูด ผมก็ฟังๆ ถามๆ ไปตามธรรมเนียม ข้อดีของแต่ละคนก็จำไว้ไปวิเคราะห์ในตอนท้ายให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดในคำสั่งของอาจารย์ (เห็นมั้ย ผมเป็นเด็กดีจริงๆ :-P) ซึ่งคนที่เพิ่งจะเคยสัมนาเป็นครั้งแรกก็ได้เพียงแต่วิเคราะห์วิจารณ์ไปแบบงูๆปลาๆ

นาทีนั้น ผมไม่รู้ตัวเลยว่านี่เป็นบทเรียนที่มีค่าที่สุดในชั้นปริญญาตรีของผม…

ก็อย่างที่บอกไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าวิชาสัมนากลุ่มนี้ คนมันน้อยมากๆ แม้จะมีการสัมนาซ้อมช่วยฆ่าเวลาไปแล้ว คลาสนี้ก็ยังปิดคอร์สเร็วกว่าวิชาสัมนากลุ่มอื่นๆ อยู่ดี ทำให้ผมมีเวลาเหลือพอไปนั่งเล่นในคลาสวิชาสัมนาของปริญญาตรีกับเพื่อนๆได้อย่างสบายอารมณ์ (จะพูดว่า “เสนอหน้าไปเย้ยพวกคนอื่นๆที่ยังสัมนาไม่เสร็จ” ก็คงไม่ผิดนัก)

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าไปนั่ง sit-in ผมก็รู้สึกได้ว่า บรรยากาศของวิชาสัมนา ป. ตรี นั้นมันคนละเรื่องคนละอารมณ์กันเลย นักศึกษาทุกคนเครียดราวกับโดนกดดันจากรังสีอำมหิตอะไรสักอย่าง แต่ละคำถามก็เหมือนกับจ้องจะจับผิดกันให้ได้ ต่างจากที่ผมเจอมาในวิชาสัมนา ป. โท-เอก ซึ่งทุกคนพูดกันอย่างสบายๆ (แม้จะต้องพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่ Native language) คนที่ถามก็ถามเพราะสนใจจะรู้จริงๆ มีเสียงหัวเราะกันตลอด

ผมกลับมาคิดว่าเพราะอะไร วิชาสัมนาในภาควิชาเดียวกันมันถึงได้ต่างกันมากขนาดนี้ แม้คำตอบที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมจะไม่ได้มีทฤษฎีอะไรมารองรับ แต่ความแตกต่างอย่างเดียวที่ผมเห็นได้ก็คือ ข้อกำหนดและวิธีการดำเนินการของทั้งสองคลาสนั่นเอง

วิชาสัมนาของ ป. ตรีนั้นมีคนลงตั้ง 30 กว่าคน เพราะเป็นวิชาบังคับต้องลงทั้งภาค เรื่องโอกาสจะมาซ้อมสัมนากันเล่นๆ แบบที่ผมเจอมา ย่อมไม่มีแน่นอน และอาจารย์ก็ต้องเน้นเรื่องระเบียบให้เคร่งครัดด้วย เพราะคนเยอะ หากไม่มีระเบียบก็ยุ่งแน่ๆ เรื่องกฏระเบียบเล็กๆน้อยๆ เช่น เครื่องแต่งกาย, การบังคับให้ทุกคนต้องมีคำถามเท่านั้นเท่านี้ครั้ง หรือ เรื่องการใช้คำพูด หากไม่ตกลงให้ดีก็คงหามาตรฐานกันไม่เจอ

ผลที่ออกมาเลยกลายเป็นบรรยากาศเกร็งๆ อึดอัดๆ…

และกลายเป็นจับผิดกัน แม้แต่เรื่องสีถุงเท้า

เปรียบเทียบกับในคลาสของ ป. โท-เอก ที่อาจารย์ฝรั่งให้ดูเฉพาะ ข้อดี ของคนที่พูด สิ่งที่ได้มันก็เป็นว่า:-

  1. บรรยากาศของคลาสเป็นไปในทางที่ดี ออกแนวสบายๆ ไม่กดดัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าไม่มีใครมาจ้องจับผิด
  2. เมื่อทุกคนเห็นข้อดีของคนอื่น ก็จะสามารถนำข้อดีนั้นไปใช้ปรับปรุงการพูดของตนให้ดีขึ้นได้ในการสัมนาจริง และครั้งต่อๆไปในอนาคต
  3. เสริมสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้คนพูด
  4. เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และกระบวนการคิดอย่างเสรี

อาจจะเป็นด้วยสันดานพื้นฐาน ผมพบว่า การมองหาข้อดีของคนอื่นมันยากกว่าการจับผิดเยอะเลย แน่นอนว่าถ้าไม่มีคำแนะให้มองหาแต่ ข้อดี คนส่วนใหญ่ก็จะพยายามจับผิดคนอื่นทั้งนั้น เพื่อหาข้อแก้ตัวให้ความผิดพลาดของตัวเอง เรื่องอะไรจะมองว่าคนอื่นดีกว่าตน

ตอนนี้วงการศึกษาและนักวิชาการบ้านเรา เริ่มพูดถึง Critical thinking กันบ้างแล้ว (ผมไม่ทราบคำไทย จึงขอกระแดะใช้ ไทยคำ eng คำ) ผมเดาเอาว่าสุดท้ายคงจะลงรอยเป็น buzzword (นี่ก็เป็นอีกคำที่ผมไม่ทราบคำไทย) ภาคต่อเนื่องจากคำอื่นๆที่เคยดังขึ้นมาเป็นพักๆ เช่น องค์ความรู้ (ปัจจุบัน ผมยังไม่รู้เลยว่าไอ้คำนี้มันมีความหมายว่าอะไร), Child-centered (เด็กเลยไปเตร่อยู่ Center Point กันหมด เพราะอาจารย์ไม่สอน),  บูรณาการ (เพื่อให้ได้องค์ความรู้ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าคืออะไร แม้แต่คนที่คิด) ฯลฯ ที่ล่าสุดก็คงจะเป็นคำว่า พอเพียง (ต้องใช้หัวสมองคิดอย่างพอเพียงเท่านั้น ถ้าคิดมากหรือลึกเกินไป จะถือว่าผิดทันที)

สิ่งที่เรียกกันอย่างภูมิใจว่าเป็น Critical Thinking นั้นมันมีเส้นบางๆกั้นแยกให้ต่างกับการเถียงหัวชนฝาและการจ้องจับผิดความคิดคนอื่น ไม่ใช่ว่าการที่ไปเที่ยวชี้ตัดสินความคิดคนอื่นได้ ก็คิดว่า ตัวข้านี้เก่ง คิดแบบ Critical ได้ เหนือกว่าชาวบ้าน

Critical Thinking เป็นการเปิดกว้างทางการคิดของตนเอง ให้มองประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในมุมที่แตกต่างออกไป ผลที่ได้จะออกมาเหมือนคนที่คิดตามกรอบเดิมๆหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่อย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ ผมมีความเห็นว่า การที่จะสร้างระบบการคิดแบบนี้ขึ้นมาได้ ไม่ได้อยู่กับระบอบการศึกษาหรือแวดวงนัก วิชาเกิน วิชาการ แต่อย่างเดียว หากต้องเป็นการสนับสนุนสร้างสรรค์ในกรอบที่กว้างกว่านั้น คือ ระดับสังคมในชีวิตประจำวัน กันเลยทีเดียว

ก่อนที่จะมาว่าผมเป็นคนบ้า เพ้อเจ้อ  วันๆคิดแต่จะเปลี่ยนโลกให้เป็น Utopia ในฝันที่ทุกคนมองกันและกันอย่างชื่นชม ที่สำคัญต้องอย่าลืมว่า พวกเราทุกคนคือสังคม และต้องอย่าลืมว่า เราทุกคนร่วมกันสร้างสังคมแบบที่เราต้องการขึ้นมาได้ ถ้าเราจะทำ แค่วันนี้เริ่มจากตัวเราเองก่อน โลกก็เปลี่ยนไปแล้ว

ผมว่า มันไม่ใช่เรื่อง “ทำได้หรือทำไม่ได้” หรอกครับ มีนอยู่ที่ว่า พวกเราเริ่มทำหรือยัง?

ป.ล. อาจจะงงว่าทำไมเรื่องแบบนี้มาอยู่ที่บล็อกนี้ ไม่ไปลงที่ http://akedemo.blogspot.com/ แบบที่เคยสัญญากันไว้ แรงจูงใจอีกส่วนหนึ่งที่เขียนโพสต์นี้ก็คือ อยากจะระบายเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเว็บข่าวเทคโนโลยีไอทีบางเว็บ

ใครไม่รู้ว่าที่ไหน ผมก็ขอบอกว่า “ที่นั่น” แหละครับ

แหนะ ยังทำงง ก็ที่นั่นไง ที่นั่นหนะ บล็อกนั่นอะ

3 Responses to เรื่องเล่าเสาร์เครียดๆ : การคิดเชิงวิจารณ์กับการจับผิด

  1. thanyakij says:

    เปลี่ยนแปลงความคิดคน เป็นอะไรที่ยากที่สุด

  2. suchanana says:

    ใครเป็นคนแต่งเหรอบอกหน่อยอยากรู้

  3. akedemo says:

    ผมเป็นคนเขียนเองครับ

    ขอทำความเข้าใจก่อนว่า เรื่องราวในบทความนี้กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ในมุมมองของผมเท่านั้น ผมเองก็พยายามเขียนเรื่องนี้ให้มีอคติน้อยที่สุด เนื่องจากเกรงอยู่เหมือนกันว่าจะไปกระทบถึงเรื่องราวและบุคคลในสถานศึกษาซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ผมเคารพ

    ดังนั้นหากบทความผมข้างต้นทำให้ คุณ suchanana รู้สึกไม่สบายใจ กรุณาบอกกล่าวได้ที่นี่เลยครับ ผมจะแก้ไขให้ทันที

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: