รีวิว Ubuntu 10.10 Maverick Meerkat ตอนที่ 1


เมื่อวานเป็นฤกษ์งามยามดี 10/10/10 (10 ตุลาคม 2010) ซึ่ง Canonical กำหนดให้เป็นวันเปิดตัว Ubuntu 10.10 Maverick Meerkat อย่างเป็นทางการ ถ้าตามเวลาบ้านเรา Ubuntu 10.10 ตัวเต็มเปิดให้ดาวน์โหลดได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของเมื่อวาน

ทันทีที่ผมทราบว่า Maverick ออกแล้ว ผมก็รีบดาวน์โหลด ISO มาเลย ตอนแรกผมกะว่าจะติดตั้งแบบ Clean Install เลยรวดเดียวจบ แต่คิดดูอีกที ผมลองดูอัพเกรดผ่าน Update Manager แบบ dist-upgrade สักรอบดีกว่า เผื่อว่ามีคนสนใจอยากรู้ว่ารอบนี้ dist-upgrade ทำอะไรเจ๊งบ้าง

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีประสบการณ์ dist-upgrade แบบนี้ ผลที่ได้ก็ออกมาดีครับ ทุกอย่างทำงานได้อย่างปกติ โปรแกรมที่ลงไว้ทำงานได้ ไม่มีอะไรเสียหาย ข้อมูลอยู่ครบ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ dist-upgrade แบบนี้ใช้เวลาติดตั้งนานมาก แค่การติดตั้งอย่างเดียวใช้เวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาที่ใช้ในการดาวน์โหลด packages ข้อได้เปรียบเหนือ Clean Install ก็คือไม่ต้องมานั่งไล่ลงโปรแกรมเพิ่มทีละตัว

อย่างไรก็ดี หลังจาก dist-upgrade ผ่านไปรอบหนึ่งแล้ว ผมคิดว่ายังไม่น่าจะจุใจ เลยจับลงแบบ Clean Install ต่ออีกรอบ เพื่อที่จะได้ดูสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในขั้นตอนการติดตั้งด้วย (เห็นความทุ่มเทของผมกันบ้างมั้ย?)

ตามธรรมเนียมของการรีวิวที่ดี ผมควรจะแจ้ง Spec เครื่องคอมพิวเตอร์ของผมซะก่อน

Spec เครื่องผมเป็นดังนี้

  • Toshiba Notebook รุ่น Satellite M70
  • CPU Pentium M 1.73 GHz
  • RAM 1 GB DDR2
  • Harddisk 80 GB SATA
  • Intel Graphics 915GM Onboard

รุ่น Ubuntu ที่จะรีวิวในครั้งนี้ คือ Ubuntu 10.10 Maverick Meerkat 32-bit Desktop

การติดตั้ง Clean Install

หลังจากยัด Live CD หรือ Live USB แล้วสั่งบูตจาก CD หรือ USB (ตรงนี้ไปดูคู่มือเมนบอร์ดของแต่ละเครื่องเอาเอง) แล้วรอสักครู่เราก็จะเห็นหน้า Plymouth boot splash เป็นโลโก้ Ubuntu แบบใหม่ ตรงนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจาก Ubuntu 10.04 Lucid Lynx เลยแม้แต่น้อย จากนั้นก็จะปรากฏหน้าต่างให้เราเลือกว่าจะลอง Ubuntu ใน Live Environment ก่อน หรือจะติดตั้งเลย (จากการสังเกตผมรู้สึกว่า Maverick บูตจาก Live USB ได้เร็วกว่าเวอร์ชันก่อนๆ มาก ตรงนี้น่าจะเป็นอานิสงส์จาก Linux 2.6.35 Kernel)

เริ่มการติดตั้ง หน้าต่างแรกของ Ubiquity (ชื่อโปรแกรมตัวติดตั้ง Ubuntu) จะรายงานว่าเครื่องของเรามีเนื้อที่ Hard disk ว่างพอหรือไม่, เสียบปลั๊กไฟไว้หรือไม่ (ผมคิดว่าอันนี้คงมีไว้สำหรับ Notebook และ Netbook บางคนลืมเสียบปลั๊ก ถ้าแบตเตอรี่หมดระหว่างติดตั้งอาจจะงานเข้าได้), เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหรือไม่ (ถ้าเชื่อมต่อไว้ ระหว่างติดตั้ง Ubuntu ก็จะอัพเดตระบบให้ด้วยเลย และถ้าต้องการก็ลงพวก Thrid Party เช่น MP3 codec ได้เลย)

จากนั้นก็จะให้เราเลือกวิธีลงว่าจะลงแบบ Dual boot, กวาดเรียบแล้วลง Ubuntu อย่างเดียว, หรือลงแบบ Manual ซึ่งในครั้งนี้ Ubuntu แสดงรายการตัวเลือกไว้เรียบง่ายมาก ไม่มีแม้แต่รายละเอียดของ Partition อะไรเลยในหน้านี้

ผมคิดว่าตัวเลือกที่ลงแบบ Entire disk คงไม่มีอะไรน่าสนใจ นอกจาก Next ๆๆ เลยไม่ได้ลองกดเข้าไปดู ส่วนวิธี Manual ก็เหมือนเดิมและไม่น่าจะเหมาะกับมือใหม่ เลยขอไม่พูดถึง ขอพูดถึงวิธีที่เหลือก็คือ การลงแบบ Dual Boot (ในรายการจะเป็น “Install alongside other operating system”) สำหรับคนที่ไม่เคยลง Linux มาก่อน และยังอยากจะเก็บ Windows ไว้อยู่นี่คือตัวเลือกที่น่าจะเหมาะที่สุดสำหรับคุณ Ubuntu จะเลือก Partition ที่มีพื้นที่ว่างเหลือมากที่สุดโดยอัตโนมัติ แล้วแบ่งพื้นที่ไว้ติดตั้ง Ubuntu เราสามารถเลื่อนขนาดพื้นที่จะแบ่งให้ Ubuntu ได้ตามต้องการ ผมต้องขอบอกว่า การลงแบบ Dual boot ไม่เคยง่ายขนาดนี้มาก่อน แม้แต่มือใหม่ที่ไม่มีความรู้เรื่อง Partition เลยก็น่าจะ Ubuntu คู่กับ Windows ได้

เมื่อจัดการ Partition เรียบร้อยแล้ว (ถ้าเลือกลงแบบ Entire disk ก็ไม่ต้อง) ทันที่กดปุ่ม Install Now หน้าต่างก็จะเปลี่ยนไปให้เราเลือก Time Zone, เลือก Keyboard Layout, ตั้งชื่อ username และ password ตรงนี้สังเกตข้อความข้างล่างหน้าต่างนะครับ ระหว่างที่เราเลือกและตั้งค่าพวกนี้ Ubuntu ก็จะเตรียม copy files ที่ใช้ในการติดตั้งไว้ก่อนเลย ซึ่งประหยัดเวลาในการติดตั้งได้หลายนาที (ข้อเสียของมันก็คือทำให้ผมพลาดตั้งนาฬิกาจับเวลาไปว่าการติดตั้งทั้งหมดใช้เวลาเท่าไรกันแน่)

หลังจากตั้ง username กับ password เรียบร้อย Ubuntu ก็จะทำการติดตั้งจริงๆ สักที ด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้วว่าผมตั้งนาฬิกาไม่ทัน ผมจึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าใช้เวลาเท่าไรกันแน่ แต่ผมยืนยันแน่นอนว่าไม่เกิน 10 นาที ระหว่างติดตั้ง ก็จะมี Slideshow ฟีเจอร์ต่างๆ ของ Ubuntu ไปเรื่อยๆ

ตรงช่วงการติดตั้งนี้ผมเจอปัญหาอยู่นิดหน่อย คือ ใน Live Environment ผมไม่สามารถคลิก mount drive อะไรได้เลย USB flash drive ก็ไม่ยอม automount ต้องใช้คำสั่ง mount ผ่าน command line เอาอย่างเดียว

ความเร็วและประสิทธิภาพ

นับจาก Ubuntu 9.10 เป็นต้นมา Ubuntu ก็พัฒนาเรื่องความเร็วในการบูตมาตลอด แต่เป้าหมาย 10 วินาทีก็ยังไม่เคยถึงสักที และ Maverick ก็ยังคงไม่บรรลุฝั่งฝันในเรื่องนี้ เวลาที่ Maverick ทำได้ดีที่สุดสำหรับผมคือประมาณ 30 วินาที ซึ่งไม่ได้ดีกว่า Ubuntu 10.04 Lucid Lynx เลย

ส่วนเรื่องประสิทธิภาพนั้น ผมรู้สึกว่าการตอบสนองของโปรแกรมต่างๆ ใน Maverick ไม่ได้เร็วกว่า Lucid มากนัก แต่ถ้าเทียบกับ Karmic หรือรุ่นก่อนหน้าก็บอกได้เลยว่าเร็วกว่ามากมาย โปรแกรมที่ผมรู้สึกได้เลยว่าเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด คือ Evince (โปรแกรมอ่าน pdf), Eye of GNOME (โปรแกรมดูรูป), Empathy (โปรแกรม chat), GNOME Terminal และพวก Compiz Effect ก็ดูจะลื่นกว่าเดิมเล็กน้อยด้วย (สงสัยเพราะ X.org ตัวใหม่)

จากการทดสอบเบื้องต้นโดย Phoronix จะเห็นว่า Maverick กับ Lucid ทำคะแนนส่วนใหญ่ได้ดีพอๆ กัน

อย่างไรก็ดีผมมีความรู้สึกว่าระหว่างการใช้งาน Maverick มีการกระตุกเล็กน้อยในบางครั้ง แม้ไม่ได้กระทบอะไรมากนักแต่ก็น่ารำคาญ ผมคิดว่าน่าจะเป็น Bug ที่น่าจะได้รับการแก้ใขในไม่ช้า

ความสวยงามและ Interface

Radiance และ Ambiance Theme ที่ Ubuntu เลือกใช้มาตั้งแต่ Lucid แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากได้รับการปรับให้สีดูสดใสขึ้น การไล่เฉดสี (gradient) ดูงดงามขึ้น

 

Radiance (Light Theme)

 

 

Ambaince (Dark Theme)

 

Humanity icon theme ได้รับการปรับปรุงเล็กน้อยใน Maverick จุดที่เห็นชัดๆ เลยว่าเปลี่ยนไป คือ Arrow icon กับ Home icon

นอกจาก Theme แล้ว ยังมีอีกหลายจุดที่ดูแปลกตาออกไปใน Maverick ได้แก่

Keybaord Layout Indicator ตรง Panel มีรูป Keybaord icon อยู่ข้างๆ ด้วย ต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่มีเพียงตัวอักษรชื่อ Layout เท่านั้น (ผมชอบให้มีแต่ตัวอักษรมากกว่านะ)

โปรแกรมเครื่องคิดเลข Gcalctool มีสีสันมากขึ้น และช่องแสดงตัวเลขก็ใหญ่ขึ้นด้วย (สังเกตว่าหน้าต่าง Gcalctool ไม่มีปุ่ม Maximize แล้วนะครับ)

Sound Menu Applet มีปุ่มควบคุมโปรแกรม Rhythmbox ในตัวเลย (โปรแกรมเล่นเพลงบางตัวก็สนับสนุน Sound Menu Applet ใหม่นี้แล้วเช่น Banshee) ปุ่มเลื่อนเสียงดูเพรียวมากขึ้น ทำให้การใช้เม้าส์เลื่อนควบคุมระดับเสียงทำได้แม่นยำกว่าเดิมมาก

Preview Thumbnail ของรูปภาพ มีขอบมนๆ ล้อมกรอบ ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมแข็งเหมือนในอดีต (รู้สึกว่าขอบมนนี้จะมีมาตั้งแต่ Lucid แล้วด้วย แต่ปกติผมจะปิดไว้ไม่ให้มันทำ preview เลยไม่ได้สังเกตเห็น)

ใน Eye of GNOME เวลาเปิดดูรูป ค่า Default background จะเป็นสีดำนะครับ ดูสวยดีเหมือนกัน ช่วยขับรูปให้เด่นขึ้นพอสมควร (ยกเว้นว่ารูปนั้นเป็นสีดำเหมือน background)

Font ใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Ubuntu ดูสวยดีครับ แต่ว่าถ้าจะใช้เป็น font ของระบบโดยเฉพาะเวลาปรับเป็นขนาดเล็กๆ hinting ดูไม่คมเท่าไร เพ่งมากๆ อาจจะตาลายได้

ขอพักตอนที่ 1 ไว้เท่านี้ก่อนนะครับ อ่านต่อตอนต่อไป (ตอนจบ) ที่ผมจะเจาะลึกโปรแกรมที่น่าสนใจทีละตัวกันได้ที่รีวิว Ubuntu 10.10 Maverick Meerkat ตอนที่ 2

One Response to รีวิว Ubuntu 10.10 Maverick Meerkat ตอนที่ 1

  1. PIPOPACK says:

    ผมลองใช้แล้ว เวอรชั่นนี้ ถูกใจมากๆครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: