รีวิว Ubuntu 11.04 Natty Narwhal ตอนที่ 2


ต่อจากตอนที่ 1

การใช้งาน Unity

Unity เวอร์ชันที่มาพร้อมกับ Natty คือเวอร์ชัน 3.8.12 (อันนี้คือเลขเวอร์ชันที่อยู่ใน Synaptic เลยนะครับ แม้ว่า Canonical จะเรียก Unity ตัวนี้ว่าคือ Unity 1.0 ก็ตาม)

การเรียกโปรแกรมขึ้นมาใช้งานใน Unity ทำได้ง่ายๆ ครับ หากโปรแกรมนั้นอยู่บน Launcher อยุ่แล้ว ก็กดที่ตรง icon นั้นได้เลย แต่ถ้าเป็นโปรแกรมที่ไม่มีใน Launcher ก็เปิดหาได้จากตรงปุ่ม Home ที่มุมซ้ายบน เพื่อเรียก Dash ขึ้นมา

ในกรอบ Dash เราสามารถพิมพ์ชื่อโปรแกรมที่ต้องการในช่อง Search ได้เลย เท่าที่ผมใช้ๆ มาส่วนใหญ่กดพิมพ์แค่ 2-3 ตัวแรกของชื่อโปรแกรม โปรแกรมที่เราต้องการก็จะโผล่ขึ้นมาเป็นรายการแรกแล้ว เราสามารถใช้เมาส์คลิกหรือกดลูกศรเลื่อนเลือกโปรแกรมที่ต้องการได้ หรือจะกดปุ่ม Enter ทันทีเลยก็ได้เพื่อเปิดโปรแกรมตัวแรกในรายการ

ตรง Dash หลักนี้ หน้า Shortcuts นี้เป็นอะไรที่ผมไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ items บนแถวแรกที่มี Media apps, Internet Apps, More apps, Find files การจัดกลุ่มแบบนี้ทำให้การควานหาโปรแกรมยุ่งยากกว่าเดิมถึง 1 คลิก ผมคิดว่ามันควรจะจัด items แยกเป็น category เหมือนอย่างใน GNOME Classic มาเลยดีกว่า ส่วนในแถวล่างนั้นเป็นโปรแกรมที่ Ubuntu คิดว่าเราจะต้องใช้บ่อยๆ เช่น เว็บบราวเซอร์, โปรแกรมดูรูปภาพ, อีเมล์, โปรแกรมฟังเพลง เป็นต้น การจะเปลี่ยนค่าโปรแกรมในแต่ละรายการต้องไปแก้ค่าใน “Preferred Applications”

เนื่องจาก Unity ได้กำจัด GNOME Panel ออกไปจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่เราจะใช้จัดการหน้าต่างได้ก็คือ Unity Launcher นั่นแหละ

เมื่อเปิดโปรแกรม เราจะเห็น icon ของโปรแกรมที่เปิดอยู่โผล่ขึ้นมาบน Launcher (ถ้าไม่มีอยู่ก่อน) สิ่งหนึ่งที่จะแสดงได้ว่าโปรแกรมไหนเปิดอยู่คือ รูปสามเหลี่ยมหรือรูปวงรีสีขาวเล็กๆ ตรงข้างซ้ายของ Launcher item นั้นๆ ส่วนหน้าต่างโปรแกรมที่ Active จะมีรูปสามเหลี่ยมสีขาวเล็กๆ อยู่ทางด้านขวาด้วย ตรงนี้ผมก็ไม่เข้าใจอีกแล้ว ถ้าโปรแกรมนั้นมีเปิดอยู่แค่หน้าต่างเดียว ตรงด้านซ้ายจะเป็นรูปสามเหลี่ยม แต่หากมีเกิน 2 หน้าต่างขึ้นไป มันจะกลายเป็นรูปวงรี (?) และจำนวนมากสุดที่มีได้คือ 3 อันเท่านั้น แม้ว่าเราจะเปิดโปรแกรมนั้นสัก 20 หน้าต่าง มันก็จะมีแค่ 3 อัน (?) การสลับหน้าต่างภายในโปรแกรมเดียวกัน สามารถทำได้โดยการคลิกที่ Launcher item นั้นๆ หน้าต่างที่เปิดอยู่ก็จะเรียงดาหน้าขึ้นมาคล้ายๆ Exposé ของ Mac OS X (ฟีเจอร์นี้ไม่ใช่ของใหม่ Compiz ได้ลอก Mac มานานแล้ว และใส่ไว้ในชื่ Scale plugin)

หากอยากจะสลับหน้าต่างระหว่างโปรแกรม ก็เลือกคลิก icon ตรง Launcher ได้เลย เหมือนๆ กับการสลับหน้าต่างใน GNOME Classic แต่เราไม่สามารถจัดการหน้าต่าง เช่น Maximize หรือ Minimize จากการคลิกขวาตรง Launcher ได้ สิ่งที่ได้จากการคลิกขวา Launcher icon จะเป็นรายการคล้ายๆ Jump list ใน Windows 7 เพื่อเข้าถึงสิ่งที่ใช้บ่อยๆ (เท่าที่ผมลองมีโปรแกรมที่ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ไม่เยอะ คงต้องรอเวลาอีกสักหน่อย)

การเก็บ icon ของโปรแกรมที่ใช้บ่อยๆ ไว้บน Launcher ทำได้สองวิธี วิธีแรก คือ เปิด Dash หาโปรแกรมที่ต้องการแล้วลากมาวางใน Launcher เลย, วิธีที่สอง คือ เปิดโปรแกรมนั้น คลิกขวาที่ Launcher icon ของโปรแกรมแล้วเลือก “Keep in Launcher”

ส่วนวิธีเอาออกก็มีสองวิธีเหมือนกัน วิธีแรก คือ ลาก icon นั้นไปใส่ใน Trash icon ที่มุมล่างซ้าย (การลาก Launcher icon ต้องมีจังหวะนิดหน่อย คือ ต้องกดค้างไว้สักระยะหรือลากไปทางด้านข้างจนเห็น icon ลอยขึ้นมา มิฉะนั้นหากลากเลย จะเป็นการขยับแถบ Launcher ทั้งแถบแทน), วิธีที่สอง คือ คลิกขวาที่ Launcher icon ของโปรแกรมแล้วเอาเครื่องหมายถูกตรง “Keep in Launcher” ออก

เมื่อเราเปิดโปรแกรมเยอะๆ จนพื้นที่ใน Launcher ไม่พอแสดงทั้งหมด icon ล่างๆ จะพับซ้อนกันเพื่อการประหยัดเนื้อที่ พอเราเอาเมาส์ไปวาง icon ที่พับอยู่ก็จะคลี่ออก ผมขัดใจอยู่สักหน่อยที่ว่ามันคลี่ออกไปทางด้านล่างอย่างเดียว ทำให้ผมต้องค่อยๆ เลื่อนลงไปหาสิ่งที่ต้องการด้านล่างอีก ผมคิดว่าต่อไปมันคงพับและคลี่ได้ฉลาดกว่านี้ ประมาณว่าพอเราเอามาไปอยู่ด้านล่าง icon ล่างๆ ก็คลี่ออก แล้ว icon ด้านบนก็พับลงไปแทน (ผมแอบเห็นว่าในเอกสารบรรยาย Unity ที่ Canonical แจกให้นักพัฒนามีรูปที่ icon พับไปทางด้านบนด้วย)

บางคนอาจจะคิดว่า Launcher ดูเกะกะไปหรือเปล่า? ผมขอบอกเลยนะครับว่า Unity Launcher ทำมาดีมาก ผมแทบไม่มีความรู้สึกเลยว่า Launcher ขัดขวางการใช้งานของผม ผมยังนึกชม Launcher ด้วยว่ามันทำให้ผมมีพื้นที่ทำงานเยอะขึ้น แถมยังสวยทันสมัยอีกต่างหาก ไม่ใช่หน้าตาโบราณเหมือน GNOME Panel ถ้าจะให้เลือกสิ่งที่ผมชอบที่สุดใน Unity ก็คือ Launcher นี่แหละ

ส่วนสิ่งที่ผมไม่ชอบมากที่สุดคือ “Global Menu” ผมไม่ได้ต่อต้านการเอาเมนูทุกอย่างไปไว้ด้านบนสุดนะครับ แต่ผมไม่ชอบเพราะ Global menu มันยังดูหน่วงๆ แถมชอบผลุบๆ โผล่ๆ ยังไงไม่รู้ (Global menu ใน Unity ไม่แสดงตลอดเวลา มันจะแสดงก็ต่อเมื่อเอาเมาส์ไปวางเหนือแถบ Unity panel ด้านบน)

นอกจากนี้ Unity ยังแอบใส่ของใหม่ที่ทำให้การจัดการหน้าต่างง่ายขึ้นด้วย นั่นคือ ฟีเจอร์ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Grid” คำอธิบายที่ง่ายที่สุดของฟีเจอร์นี้คือ “Aero Snap ของ Windows 7” เมื่อเราลากหน้าต่างไปชิดด้านบนสุด หน้าต่างนั้นก็จะ Mazimize เต็มหน้าจอ หากลากชิดขวา ก็จะขยายเต็มครึ่งขวาของจอ, ลากชิดซ้าย ก็ขยายเต็มครึ่งซ้าย

ผมคิดว่าการจัดการหน้าต่างที่สะดวกที่สุดใน Unity คือการฝึกใช้คีย์ลัดให้ชิน เราสามารถเรียนรู้คีย์ลัดต่างๆ ได้จากโปรแกรม Help (โปรแกรม Help browser หรือ Yelp ตัวใหม่เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะ GNOME ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ WebKit แทน) ตรงไปที่ Tips & tricks » Keyboard shortcuts

การแจ้งเตือนใน Ubuntu 11.04 เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดยุบยิบเต็มไปหมด นอกจาก NotifyOSD ที่ผู้ใช้ Ubuntu คุ้นเคยกันมานานแล้ว Unity ยังมีการแจ้งเตือนอยู่อีกหลายจุด

1. หากโปรแกรมต้องการเรียกร้องความสนใจจากเรา และ Launcher ถูกซ่อนอยู่ เราจะเห็น icon ของโปรแกรมนั้นๆ โผล่ดุ๊กดิ๊กขึ้นมาเตือนเป็นระยะเวลาสั้นๆ (Effect ดุ๊กดิ๊กนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า “Wiggle” ผมขอบอกว่า มันน่ารักมาก)

2. หากโปรแกรมดุ๊กดิ๊กๆ แล้วเรายังไม่ให้ความสนใจเปิดหน้าต่างโปรแกรมนั้นขึ้นมาดู ตรงปุ่ม Home ที่มุมซ้ายก็จะมีสามเหลี่ยมสีฟ้าเล็กๆ ปรากฏขึ้นมา และตรง Launcher ของโปรแกรมนั้นๆ รูปสามเหลี่ยม (หรือวงรี) ด้านซ้ายก็จะกลายเป็นสีฟ้าด้วย

3. บางโปรแกรม เช่น Empathy จะมีการแสดงจำนวนข้อความที่เราไม่ได้อ่านตรง Launcher icon ด้วย (ผมจำชื่อทางการของฟีเจอร์ไม่ได้ ชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือ “Icon Badge” แต่ก็ยังมีโปรแกรมรองรับมันไม่เยอะนัก เท่าที่ผมรู้ก็มี Empathy ส่วน Pidgin ถ้าอยากได้ต้องลง patch เพิ่ม)

ส่วน Notification area ที่มุมขวาบนของ Panel นั้น Ubuntu จะสงวนไว้ให้สำหรับ indicator ของตัวเองและของโปรแกรมอีกไม่กี่ตัวเท่านั้น หากอยากได้เพิ่มต้องแอบแก้ไขเอาเอง

โปรแกรมอื่นๆ

ผมขอพูดถึงโปรแกรมอื่นๆ ใน Ubuntu 11.04 สักเล็กน้อย เอาเฉพาะตัวที่เด่นๆ

  • LibreOffice 3.3.2 (มาแทน OpenOffice.org) ผมเคยรีวิวไว้ว่า LibreOffice กินแรมมากกว่า OO.o แต่ LibreOffice ที่ติดมากับ Ubuntu ไม่กินเครื่องขนาดนั้นครับ เปิดเร็วกว่า OO.o ใน Ubuntu เวอร์ชันเดิมๆ ด้วย ผมคิดว่าคงเป็นเพราะ LibreOffice ที่ติดมาไม่ได้ลง extension อื่นๆ มาเลย
  • Banshee 2.0 (มาแทน Rhythmbox) มี Amazon MP3 Store และ Ubuntu One Music Store ติดตั้งมาพร้อม
  • Synaptic ยังอยู่นะครับ แม้ว่าก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะถูกเอาออก
  • Ubuntu Software Center ตัวใหม่ น่าใช้และเร็วกว่าเดิม มี Rating และ Comments ให้ดูด้วย (แต่ยังมีคนรีวิวไม่เยอะ คงต้องรออีกสักพัก)
  • Ubuntu One เปลี่ยนหน้าตาใหม่ ดูสวยงามกว่าเดิม
  • System Settings ถูกย้ายไปซ่อนอยู่ในมุมขวาบนสุด ที่เดียวกับตัวเลือก Shutdown (ผมหาอยู่นานมาก)

ผมแอบเห็นว่า Ubuntu แอบใส่โปรแกรมที่ชื่อว่า “geoclue” มาด้วย ถ้าผมเดาไม่ผิด มันทำหน้าที่ตรวจสอบที่อยู่ของเราผ่านทางหมายเลข IP เพื่อใช้ในการปรับแต่งเวลาให้ตรงตามเขต (ไม่รู้จะเป็นข่าวใหญ่โตเหมือนกับที่ iPhone แอบเก็บที่อยู่ผู้ใช้หรือเปล่า?)

สรุป

ผมคิดว่า Unity มาถูกทางแล้ว ในจินตนาการของผม Unity คือ interface ที่จะให้ประสบการณ์กับผู้ใช้ได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งบน Desktop PC หน้าจอ 21 นิ้ว, โน้ตบุ๊กหน้าจอ 14 นิ้ว, เน็ตบุ๊กหน้าจอ 9 นิ้ว ส่วนการไปใส่ในอุปกรณ์ระบบสัมผัสนั้น ผมคิดว่ายังไม่เหมาะนัก เพราะการทำงานกับ Unity หลายอย่างดูเหมือนว่ายังยึดติดอยู่กับการรับข้อมูลจากคีย์บอร์ดและเมาส์อยู่

สำหรับผู้ที่ใช้ Ubuntu เวอร์ชันเก่าๆ อยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะ 10.04 LTS และ 10.10 ผมขอแนะนำว่าให้ลองใช้ Unity ใน Live Session ก่อนครับ ถ้าไม่ชอบ ผมก็ไม่คิดว่าควรจะอัพเกรด แต่ถ้าชอบ อันนี้ก็ตามสบาย ถือว่าเป็นการฝึกไว้ให้ชิน เพราะยังไง Unity ก็จะเป็นอนาคตของ Ubuntu อยู่แล้ว คนที่รับไม่ได้จริงๆ คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการย้าย distro

การปรับแต่ง Unity ทำได้ค่อนข้างจำกัด คนที่ชอบปรับแต่งจริงจังต้องลง Advanced Compiz Setting Manager (ccsm) ซะก่อน แต่ผมขอเตือนว่าการปรับค่าบางอย่างอาจทำให้ Unity เกิดอาการรวนได้ วันแรกที่ผมลองปรับอะไรเล่นๆ ดู ปรากฏว่ามีค้างไปสิบกว่ารอบ อันที่จริง แม้จะไม่ปรับแต่งเลย Unity ก็มีอาการแปลกๆ ให้เห็นอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น หน้าจอค้าง, กดปุ่มตรง Notification area แล้วไม่มีอะไรโผล่ เป็นต้น ผมขอให้ทำใจครับว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนมาใช้ Unity ทุกอย่างจึงอาจจะรีบร้อนขลุกขลักไปสักหน่อย (สังเกตว่า Natty ไม่มีรุ่น RC นะครับ เพราะนักพัฒนาต้องการปรับแต่งรายละเอียดจนหยดสุดท้ายจริงๆ เลยยืดสถานะ Beta ให้นานขึ้นจนกินเวลา RC ไป)

ป.ล. ผมได้ลองใช้ Unity 2D เล็กน้อย รู้สึกว่ามันใช้ได้ดีทีเดียว มี bug เล็กน้อยๆ แต่บางอย่างรู้สึกจะดูสวยและลงตัวกว่า Unity ธรรมดาซะอีก

One Response to รีวิว Ubuntu 11.04 Natty Narwhal ตอนที่ 2

  1. kitja says:

    ขอรบกวนถาม วิธีตั้งค่าความละเอียดจอขนาด 1366*768 เนื่องจากใน monitor มีให้เพียงค่าเดียว คือ 1024*768 เครื่องที่ใช้เป็น netbook ไม่มีการ์ดจอครับ

    รบกวนตอบทางอีเมลด้วยได้ไหมครับ
    kitja.a.a@gmail.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: