(เกือบ) 1 ปีกับ Jusci.net: จุดมุ่งหมายและความคาดหวัง


ในที่สุดกระทู้นี้ก็ออกมารูปนี้ http://jusci.net/node/2062 ผลที่ผมไม่อยากเห็นเลย แม้ว่าจะพอเดาได้อยู่แล้ว

เมื่อไรสังคมไทยจะเข้าใจสักทีว่าอุดมการณ์ที่ชักนำสังคมตอนนี้คืออุดมการณ์อนุรักษ์นิยมที่สตัฟฟ์ความคิดคนไทยจนขยับออกไปไหนไม่ได้แล้

ผมยกประเด็นศาสนาขึ้นมาคู่กับวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้แปลว่าผมอยากรู้ผลตัดสินว่า “ศาสนาดีกว่า” หรือ “วิทยาศาสตร์ดีกว่า” ผมพิมพ์ย้ำจนมือจะเป็นง่อยอยู่แล้วว่า สิ่งที่ผมต่อต้านคืออุดมการณ์ที่พยายามรักษาสถานภาพของสถาบันศาสนาไว้ให้เป็นเครื่องชี้นำสังคมไปตลอดกาล (ตรงนี้คงมีประเด็นเรื่องอำนาจในสังคมเข้ามาเกี่ยวด้วย)

แล้ว ทำไมพวกคุณต้องไปเถียงเรื่องเดิมๆ “ศาสนา vs วิทยาศาสตร์” กันด้วย? ไม่นับพวกเกรียนที่คลั่งบ้าบออีก เห็นอย่างนี้ผมท้อจริงๆ เรื่องแบบนี้เถียงไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะคนที่จะเชื่อก็จะเชื่ออยู่อย่างนั้นแหละและคนที่ติดตามอ่านหรือคนที่เผอิญเข้ามาอ่านก็จะมองเป็นเรื่องซ้ำซาก ไร้สาระ สิ่งที่ผมพยายามมาทั้งหมดก็ไร้ค่าไป ดีไม่ดีจะต้องเริ่มใหม่จากติดลบด้วยสาเหตุที่ตลอดปีที่ผ่านมา ผมสนับสนุนให้มีการเถียงกันใน Jusci ตลอด ไม่ใช่ว่าผมอยากเห็นคนทะเลาะกันอย่างที่ผมบอกไปหรอก ความจริงผมอยากสร้างให้ Jusci มีบรรยากาศของการถกเถียงกัน ให้ Jusci เป็นที่ที่คนสามารถยกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์, ปรัชญา ขึ้นมาโต้เถียงกันอย่างอิสระโดยไม่ต้องสนใจ status quo งี่เง่าที่เห็นการถกเถียงด้วยเหตุผลเป็นเรื่องไร้สาระ

และที่ผมเหน็บแนมทั้งนักวิทยาศาสตร์และศาสนาให้คนได้หัวเราะขบขันก็เพื่อจะลด “ความศักดิ์สิทธิ์” ของสิ่งเหล่านี้ลง ให้มันอยู่ระดับที่คนทั่วไปเลิกกลัวสักที

ข้อเสนอที่ผมคิดมาตลอดนั้นมันอิงจากคำตอบที่ผมให้ในคำถามของกระทู้นี้อยู่แล้ว และผมรู้ดีว่ามันเข้าใจได้ยากมากในกรอบคิดของสังคมไทยปัจจุบัน ผมจึงต้องเริ่มจากการจูนให้ทุกคนเข้าใจถึงฐานความคิดผมก่อน และเมื่อผมเสนอข้อเสนอที่ผมวางแผนไว้ จะได้เลี่ยงการตกหลุมพรางวนเข้าไปเถียงเรื่องเดิมๆ ด้วย

เอาจริงๆ แค่ฐานความคิดนี้ ผมก็เชื่อว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีใครยกขึ้นมาพูด (หรือแม้แต่กล้าคิด) มาก่อน เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ว่า “ศาสนาขัดกับวิทยาศาสตร์หรือไม่” ซึ่งมีคนเถียงกันจนเบื่อแล้ว ผมไม่ได้มองที่ระดับตรงจุดนั้นเลย (เพราะถ้ามองตรงจุดนั้น ข้อสรุปมันก็จะลงเอยที่เดิม) ผมมองถึงผลกระทบที่มันมีต่อการพัฒนาของสังคม–ผลกระทบที่สถานภาพของ เรื่อง taboo ทั้งหลายกีดกันการฝังรากของวิทยาศาสตร์ลงในสังคมไทย และแน่นอน “ศาสนา” คือประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมจะยกขึ้นมาได้โดยที่ไม่ผิดกฏหมาย

การที่ยกศาสนา(พุทธ)ชี้กำหนดความถูกต้องเด็ด ขาดอย่างที่สังคมไทยเป็นทุกวันนี้ มันไม่ขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์จริงหรือ? เรื่องที่กลายเป็น taboo ด้วยเกราะของความเชื่อทางศาสนา นี่คือสิ่งที่สังคมวิทยาศาสตร์แบบไทยๆ สมควรยอมรับใช่มั้ย?

ผมไม่เชื่อหรอกว่าวิทยาศาสตร์จะพัฒนาได้โดยที่อุดมการณ์ แบบนี้ยังอยู่ยั้งยืนยงในสังคมไทย ถ้าทำได้ ป่านนี้เราไม่ต้องมาจมปลักดักดานกันอยู่อย่างนี้หรอก ผมเห็นมีเรื่องวิทยาศาสตร์เทียมทีไร คนก็บ่นกันแนวเดิมๆ ทุกที บ่นเสร็จก็กลับบ้านไปนอน แต่ขอบ่นไว้ก่อนให้ดูเหมือนเป็นปัญญาชน

ถ้าแค่กระทู้นี้ยัง มีปัญหาขนาดนี้ ข้อเสนอของผมก็ไม่ต้องไปพูดถึงมันแล้วแหละ เพราะถ้าหากมันได้รับการตอบรับจากสังคม จะมีเรื่องของการเสียประโยชน์ของคนอีกหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การถกเถียงจะมากกว่านี้และเสี่ยงที่จะหลงประเด็นไปได้มากกว่านี้อีก (แม้ในความจริง ผมก็ไม่ได้หวังจะให้มันไปถึงขั้นนั้น ผมเพียงอยากยกข้อเสนอนั้นขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะสักที)

แอดมินและคนที่ติดตามการเขียนของผมที่ Jusci มาตลอดจะเห็นว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมเรียกร้องขอให้มีฟีเจอร์นั่นนี่เพิ่มเติมเข้ามาในเว็บ

เพราะอะไร?

เพราะผมเห็นว่ามันไม่จำเป็น ให้เพิ่มฟีเจอร์ของ Jusci จนเท่ากับ วิชาการ.com หรือมีสมาชิกเท่ากับห้องหว้ากอของ Pantip.com มันก็ไม่มีประโยชน์ในแง่ของการแก้ปัญหาความงมงายของสัง คมไทยเลย ต่อให้ Jusci มีผังรายการในฟรีทีวีเลยนะ วิทยาศาสตร์ก็จะตกอยู่ในสภาวะตั้งรับไปเรื่อยๆ (คือคอยจับผิดเวลามีเรื่องตอแหลแหกตาที่มันชัดจริงๆ เท่านั้น และแค่นั้นยังยากเย็นเลย ลองดูกรณีของ อ. เจษฎาและ GT200 เป็นตัวอย่าง)

สิ่งที่ Jusci ขาดไป (อาจจะเรียกว่าชุมชนวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยทุกที่ขาดไป) คืออุดมการณ์อันแน่ชัดในการทำให้วิทยาศาสตร์เข้าไปอยู่สังคม–ให้หลักการทางวิทยาศาสตร์เป็นมาตรฐานในการพิสูจน์เรื่องราวต่างๆ

ผมเดาว่าทุกคนรู้กันลึกๆ อยู่แก่ใจดีแล้วแหละว่าหากผลักตรงวิทยาศาสตร์ให้เริ่ม เป็นหลักการสำคัญของสังคมได้เมื่อไร ต้องมีปัญหากับฝ่ายอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมเดิมแน่ๆ ชุมชนวิทยาศาสตร์แบบไทยๆ จึงพร้อมใจ hold back กันหมด เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหา ผมเชื่อว่าผมเดาตรงนี้ไม่ผิดด้วย

ดังนั้นหากเราไม่เริ่มแก้ตรงที่อุดมการณ์นี้ก่อน เราก็จะวนอยู่กับปัญหาเดิมๆ เรื่อยไป หมด GT200, เด็กปิดตา PMC, เหรียญควอนตัม, ฯลฯ เขาก็มีเรื่องใหม่มาเรื่อยๆ ไม่รู้จบรู้สิ้น เว็บข่าววิทยาศาสตร์ที่ทำกันเองมีไปรอดเท่าไรครับ ผมเห็นก็เหลือมีแค่ Jusci (เว็บวิชาการ.com นั้นอย่างน้อยก็มีเครือข่ายที่ช่วยพยุงอยู่แล้วตั้งแต่เริ่ม) ที่ล่มๆ ไปหมดเพราะมันไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนเขียน ไม่มีคนอ่าน (ซึ่งการไม่มีคนสนใจนี้ไม่ใช่สาเหตุโดยตัวของมันเองหรอก แต่คือผลที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ชั้นที่สองอีกที)

วิทยาศาสตร์มันเดินไปขายตัวเองไม่ได้หรอก ถ้าเราอยากให้คนซื้อ ก็ต้องหาจุดขายของมัน ผมคิดว่าจุดขายของวิทยาศาสตร์คือพลังในการอธิบายของมัน ถ้าคุณใช้ศัพท์วิทยาศาสตร์หรูหราไปหมด แต่เว้นไม่อธิบายหรือไม่แม้แต่พยายามอธิบายเรื่องอะไรสักเรื่อง แล้วศัพท์วิทยาศาสตร์พวกนั้นจะมีค่าอะไร

ผมไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียงอะไร สิ่งที่ผมทำได้ก็มีแค่เริ่มสร้างชุมชนที่โต้เถียงกันอย่างอิสระและประเทืองปัญญา, เปิดประเด็นที่ taboo ทั้งหลายขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะที่ถกเถียงกันได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ มันจะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร ผมไม่คาดเดาไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยก็ให้มีอะไรบ้าง…

…แม้มันจะเงียบหายไป สักวันคนรุ่นหลังจะได้เห็นว่าได้มีคนเริ่มปูทางอะไรสักอย่างไว้แล้ว เขาจะได้เริ่มก้าวต่อไปจากจุดนั้นได้เลย เขาจะได้ไม่ต้องมาอึดอัดแบบที่ผมเป็นอยู่ทุกวันนี้

Comments are closed.

%d bloggers like this: