สมการความรัก (จากมุมมองนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่โรแมนติกเอาเสียเลย)


ตอนผมอยู่ ป.ตรี ปี 1 (ซึ่งก็นานแล้วแหละ) สมัยนั้นกระแสหนังเรื่อง Beautiful Mind กำลังดัง พวกผู้หญิง (และพวกตัวผู้โรแมนติก) มันก็บ้าเห่อคำว่า “สมการความรัก” พูดทีก็วี้ดว้ายกันคิกคัก

ผมก็ขำๆ ในใจ ถ้าเกิดมีคนคิดจะทำไอ้สมการความรักนี่ขึ้นมา มันก็ต้องอิงจากแรงขับทางวิวัฒนาการของการส่งผ่านยีน ซึ่งก็ได้แก่ การสืบพันธุ์, kin selection หรือ group selection, parental care, male-female conflict, parent-offspring conflict, วัฒนธรรม ฯลฯ

ผลมันก็จะออกมาเป็นสมการแบบที่มองความรักของมนุษย์เป็นเหมือนพฤติกรรมสัตว์ชนิด หนึ่ง ไม่มีความโรแมนติกห่าเหวอะไรทั้งนั้นแหละ แล้วพวกที่ชอบหาความโรแมนติกจากความรักจะยอมรับสมการแบบนี้ได้เหรอ
แล้วมันจะวี้ดว้ายกะตู้วู้กับสมการความรักกันเพื่อ?
เด็กคณะวิทย์ก็อาร์ตตัวแม่(ตัวพ่อ)ได้เหมือนกันแฮะ (สมัยนั้นยังไม่มีคำว่า “อาร์ตตัวแม่” ในความหมายนี้)

ถ้าพฤติกรรมที่ดูซับซ้อนอย่างความรักของมนุษย์สามารถทำนายได้โดยสมการ คณิตศาสตร์ พฤติกรรมอย่างอื่นก็น่าจะเขียนให้อยู่ในรูปของสมการคณิตศาสตร์ได้เช่น เดียวกัน (แนวคิดนี้ปรากฏในนวนิยาย sci-fi เรื่อง “Foundation” ของอาซิมอฟ)

คำถาม ถ้ากิจกรรมของมนุษย์เป็นรูปแบบตามสมการ สิ่งที่เรียกว่า free will (แปลไทย “เจตน์จำนงอิสระ”) จะอยู่ที่ไหน?
หรือถ้าวันใดวันหนึ่งมีสมการนั้นปรากฏขึ้นมาจริง คนส่วนใหญ่จะยังเชื่อใน free will อยู่หรือไม่? (แค่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาบางคนก็ไม่เชื่อใน free will แล้ว)

ตอน ป.ตรี ปี 1 (อีกเช่นเคย) ในวิชา Humanities (ผมจำชื่อรายวิชาเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่มันคือ วิชา Humanities แน่นอน เป็นวิชาของสายสังคมหนึ่งในสองวิชาที่บังคับให้นักศึกษาคณะวิทย์เรียน) ข้อสอบคือให้เขียน essay เรื่อง “กายกับจิต: อะไรบงการอะไร” ถ้าดูจากที่อาจารย์คณะสังคมฯ สอนมาทั้งเทอม ผมเดาในใจว่าคำตอบที่อาจารย์ต้องการคือ “จิตบงการกาย” และผมก็เชื่อว่าเพื่อนนักศึกษาส่วนใหญ่ของผมก็ตอบเช่นนั้น

แต่ด้วยสันดานแหกคอก ผมเลือกตอบว่า “กายบงการจิต” แล้วผมก็เขียนอะไรไปไม่รู้ยาวประมาณ 3-4 หน้า (สำหรับผมถือว่าเยอะแล้ว) เช่น ยกตัวอย่างว่า จิตจะไม่สามารถทำงานได้ หากไม่มีกายหรือกายตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถคิดตามสถานการณ์ได้ ฯลฯ

แน่นอน เพื่อนผมส่วนใหญ่ได้ A ผมได้ B (อันนี้อาจไม่เกี่ยวกับคำตอบของผม เพราะรุ่นพี่ก็ลือกันว่าวิชานี้ “ใช้พัดลมให้เกรด” นั่นคือ ใช้พัดลมเป่า ชื่อใครไปตกเกรดไหนก็ให้ตามนั้น)

แต่มาคิดๆ ดูในตอนนี้ ผมเริ่มคิดแล้วว่าผมตอบถูกจริงๆ หรือบางทีในตอนนั้นผมก็อาจจะเริ่มเชื่อว่า “มนุษย์ไม่มี free will” แล้วก็ได้ เพียงแต่ประสบการณ์และความคิดผมยังไม่มากพอจะเขียนสรุปอะไรที่ตกผลึกออกมา ได้ (ตอนนี้ก็ยังไม่ แต่อนาคตไม่มีใครรู้)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: