วิทยาศาสตร์ VS ศาสนา: ใครมีปัญหากับใคร?


วิทยาศาสตร์ไม่ได้มีปัญหากับศาสนาหรอก และดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่แค่เรื่องของการทะเลาะของคนที่เห็นไม่ตรงกันเท่านั้นด้วย

ผู้นับถือศาสนาก็ไม่ได้เป็นผู้ผิดในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

มันเป็นข้อจำกัดของศาสนา 

ศาสนาเองต่างหากที่มีปัญหากับการรับรู้ความจริงอันจำกัด ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ สมองเรา “ถูกออกแบบ” มาให้แปลผลหารูปแบบที่จะช่วยให้เข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวต่างๆ ทั้งสิ่งแวดล้อมที่เป็นกายภาพ, สังคม, และนามธรรม แต่นั่นก็เป็นการแปลผลที่อิงกับข้อมูลที่ได้รับ, ประสบการณ์ที่มี, และความเข้าใจพื้นฐานก่อนหน้านั้น

ความเป็นตัว “ศาสนา” ก็เป็นผลลัพธ์จากความพยายามของกระบวนการทำความเข้าใจเช่นนี้ไม่ต่างจากปรัชญาและวิทยาการอื่นๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์

แต่ศาสนามีลักษณะที่โครงสร้างอันมีลำดับขั้น (hierarchical) (ผมไม่ได้หมายถึงลำดับชั้นยศ แบบพระอธิการ ราชาคณะ สันตะปาปา อะไรแบบนั้นนะ แต่เป็นลำดับขั้นของอำนาจจากบนสู่ล่างอย่างที่เป็นนามธรรม อำนาจที่ผูกกับตัวของศาสนาเอง) การที่จะขยับจากความรับรู้แบบเก่าไปสู่การรับรู้ความจริงด้วยข้อมูลที่ใหม่กว่า แม่นยำกว่า จึงทำได้ยากและสั่นคลอนลำดับขั้นเดิมๆ การเปลี่ยนแปลงในศาสนาถึงได้ออกมาในรูปการเผชิญหน้าที่รุนแรงทุกครั้ง แทบจะไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองเลย (และส่วนใหญ่ก็เกิดร่วมกันด้วยซ้ำไป)

การสร้างความรู้และความเข้าใจในแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่มีโครงสร้าง top-down เช่นเดียวกับศาสนา ดังนั้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ และโดยธรรมชาติมัน (อย่างน้อยก็ควรจะ) เปลี่ยนไปในทางที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ (อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้บ่อยและราบรื่นไปเสียทุกครั้งอย่างที่คนทั่วไปคิด มีการปะทะและความขัดแย้งกันตลอด บางคนเกลียดกันจนไม่เผาผีกันก็มี ถึงยังไงนักวิทยาศาสตร์ก็คนธรรมดา)

ในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้คนเข้าถึงความรู้แบบที่ครั้งหนึ่งเคยจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ของนักวิชาการ ความรู้เช่นนี้ย่อมกระทบต่อคำสอนของศาสนาและโครงสร้างของศาสนาที่ผูกติดกับการรับรู้ตามคำสอนนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ปฏิกิริยาของสาวกศาสนาต่อการท้าทายของวิทยาศาสตร์นั้นเป็นเพียงผลที่เราเห็นได้ตรงหน้า ตราบใดที่ศาสนายังคงเป็น “ศาสนา” ในแบบที่กล่าวไป (ซึ่งก็คงไม่มีวันเปลี่ยนด้วย เพราะถ้าเปลี่ยนไปจากนี้ก็คงไม่เรียกสิ่งนั้นว่าเป็นศาสนาแล้ว) เราก็จะยังคงเห็นความขัดแย้งในหมู่สาวกผู้ศรัทธาอย่างต่อเนื่องไปตลอด ไม่จำเป็นแต่จะต้องเป็นความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนาเท่านั้น

แนวคิดแบบ Non-Overlapping Magistrate Areas ของ Stephen Jay Gould นั้นใช้ไม่ได้ สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็ฟ้องชัดเป็นหลักฐานว่ามันใช้ไม่ได้จริงๆ ในสภาพปัจจุบัน

มันไม่ใช่ปัญหาของคนสองคนที่เชื่อไม่เหมือนกันแล้วทะเลาะกัน (แบบที่ “ปราชญ์ห้ามทัพ” ทั้งหลายพยายามจะคิดให้มันออกมาเป็นทางนั้น) แต่มันเป็นส่วนที่พื้นฐานของการรับรู้ทางศาสนาตามไม่ทัน (หรือไม่คิดจะตาม) ความก้าวหน้าทางวิทยาการของมนุษยชาติ

ครั้งหนึ่งความเชื่อความศรัทธาตามแบบศาสนาอาจหยุดรั้งสถานะของความเป็นสถาบันหลักเอาไว้ได้ แต่มันก็เป็นเพียงชั่วคราว เป็นกลางคืนของยุคมืดที่ต้องผ่านพ้นในที่สุด และสุดท้ายความเชื่อศาสนาก็มีการเปลี่ยนแปลงในระดับของการรับรู้ แต่นั่นก็เป็นเพียงการปลดล็อคเพื่อให้ศาสนาดำรงต่อไปได้อีกระยะก่อนจะมีการอัดอั้นของเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

หากว่าสาวกศาสนายังเชื่อในโชคชะตา, พรหมลิขิต, หรือวิบากกรรม ก็น่าจะยอมรับทำใจไว้ว่านี่คือเส้นทางที่ศาสนาจะต้องเผชิญ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญและความผิดของวิทยาศาสตร์หรือของใคร

2 Responses to วิทยาศาสตร์ VS ศาสนา: ใครมีปัญหากับใคร?

  1. Sukhum says:

    พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ไม่มีทางขัดแย้งกันหรอกครับ เพราะมันคนละเรื่องกัน ถ้าจะมีความขัดแย้งก็เพราะคนที่รู้ไม่จริง คือรู้เพียงแค่ด้านเดียว เช่น รู้วิทยาศาสตร์ดี แต่ไม่รู้พุทธศาสนา หรือรู้พุทธศาสนาดี แต่ไม่รู้วิทยาศาสตร์ (หรือไม่ก็รู้งูๆ ปลาๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ ทั้งพุทธศาสนา) แล้วเที่ยวเอามาเปรียบเทียบกัน จากบทความที่เขียนมา คุณมีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับพุทธศาสนา พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เชื่อในโชคชะตา พรหมลิขิต หรือแม้แต่ศีลธรรม หรือจริยธรรม แม้กระทั่งเชื่อพระพุทธเจ้า แต่ให้เชื่อความจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง (ความจริงมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ พระพุทธเจ้าทรงเป็นเพียงผู้ค้นพบและนำมาบอกกล่าว แต่ให้พิสูจน์ด้วยตนเองจนรู้จริง ไม่ใช่ให้เชื่อ) และพุทธศาสนาก็ไม่ใช่ปรัชญาด้วย (ที่มาของความรู้คนละแบบ และคนละจุดมุ่งหมายกัน)

    ก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร ควรศึกษาเรื่องนั้นๆ ให้ถ่องแท้เสียก่อน จึงจะอยู่ในสถานะที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่ใช่รู้งูๆ ปลาๆ แล้วคิดเอาเอง แบบนี้คนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์จริงๆ เขาไม่ทำกันครับ

    นี่ก็นักวิทยาศาสตร์ครับ

    http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9490000035012

    http://www.dharma-gateway.com/ubasok/misc/rawee-03.htm

  2. Sukhum says:

    ลองอ่านบทความนี้ดูนะครับ แล้วจะเข้าใจว่าพุทธศาสนาคืออะไร

    http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/buddhism_as_the_foundation_of_science.pdf

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: