วิทยาศาสตร์ทำให้คนหลงตัวเอง เห็นแก่ตัว มัวเมาในอวิชชา?


วิทยาศาสตร์ทำให้คนหลงตัวเอง เห็นแก่ตัว มัวเมาในอวิชชา การทำความเข้าใจศาสนา X ต่างหากที่จะช่วยให้เราพ้นทุกข์

ตรงไหนเหรอที่วิทยาศาสตร์สอนให้คนหลงตัวเอง

ตรงกันข้ามเลยทีเดียว สำหรับผมและนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคน การศึกษาวิทยาศาสตร์ทำให้เรารู้ว่า;

เราเล็กน้อยเพียงใดในจักรวาลอันกว้างใหญ่ โลกทั้งใบเป็นแค่ดาวเคราะห์เล็กๆ หนึ่งในดาวเคราะห์หมื่นแสนล้านดวงของกาแลกซี่ทางช้างเผือก

เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตพิเศษที่จะสามารถอ้างสิทธิ์เหนือชีวิตอื่นใดได้ มนุษย์เป็นแค่สัตว์ที่วิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้

คนที่เข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงจะถ่อมตัวว่าสปีชีส์ของเรามีข้อจำกัดในการเข้าใจธรรมชาติ เราไม่ใช่ภาพเงาหรือบุตรที่รักของพระเจ้าองค์ใด เราไม่ได้เป็นจิตวิญญาณอันสูงส่งที่มีโอกาสได้ทำบุญไปนิพพานหรือแดนสวรรค์ต่างๆ นานา

แต่ในขณะเดียวกัน ยิ่งเราตระหนักว่าเราตัวเล็กเท่าไร เราก็ยิ่งเห็นใจผู้อื่นและเห็นความสำคัญของชีวิตของเรามากขึ้น –ชีวิตที่เป็นชีวิตนี้– ไม่ใช่ชีวิตในชาติภพหน้าหรือชีวิตหลังความตายที่จะต้องถูกตัดสินตามกำหนดกฏเกณฑ์ของสิ่งเหนือธรรมชาติอันมิอาจพิสูจน์ได้

และแม้ว่าข้อจำกัดของเราจะทำให้เราไม่สามารถเข้าใจความจริงของธรรมชาติอันซับซ้อนได้อย่างสมบูรณ์ วิทยาศาสตร์ก็เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่สปีชีส์ของเรามี กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดึงเอาศักยภาพในการใช้เหตุผลของมนุษย์ไปสู่จุดสูงสุด หากมันจะนำไปสู่การรับรู้เข้าใจความจริงที่ขัดต่อสัญชาตญาณและสามัญสำนึกของเราเอง นักวิทยาศาสตร์ก็จะยอมรับมัน

เพราะว่ามันคือความจริง ความจริงที่ไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อหรือสามัญสำนึกของมนุษย์อันถูกจำกัดโดยสิ่งที่เราถูกปลูกฝังและขีดเส้นมา

ครั้งหนึ่งมนุษย์เคยเชื่อโดยสามัญสำนึกว่าสิ่งที่ซับซ้อนอย่างชีวิตไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยกระบวนการตามธรรมชาติ จะต้องมีผู้สร้างออกแบบมันขึ้นมาอย่างชาญฉลาด แต่นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็ได้เสนอหลักฐานที่ทำให้เราเห็นว่าสามัญสำนึกนั้นผิด ชีวิตไม่จำเป็นต้องพึ่งพระผู้สร้างแต่อย่างใด

แล้วตรงไหนกันที่วิทยาศาสตร์ทำให้คนเห็นแก่ตัว

เราอาจเห็นคนทำเรื่องอะไรเห็นแก่ตัว แล้วอ้างว่าที่เขาทำนั้นเป็นไปตามหลักการดิ้นรนในแบบที่ทฤษฎีวิวัฒนการว่าไว้ว่าเป็นธรรมชาติของสัตว์ หรือทฤษฎีอะไรอื่นๆ ต่างๆ นานาที่เขาคิดจะยกขึ้นมาอ้าง

นั่นเป็นเรื่องของความคิดส่วนตัวของเขา นั่นคือสิ่งที่เขาเลือกกระทำ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับความจริงทางวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่น้อย การอ้างนั้นเป็นเพียงกลไกที่จะทำให้เขาสบายใจหรือทำให้คนอื่นสบายใจในพฤติกรรมของเขา

ทฤษฎีวิวัฒนาการว่าด้วยการคัดเลือกตามธรรมชาติไม่ได้แปลว่าเราทุกคนต้องแย่งชิงทรัพยากรทุกอย่างจากคนอื่นมาตอบสนองความพึงพอใจของตัวเอง ไมมีทฤษฎีวิทยาศาสตร์ไหนเลยที่จะให้ความชอบธรรมกับการกระทำที่ไม่ชอบธรรมในตัวของมันเอง วิทยาศาสตร์ไม่ได้กำหนดความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมให้กับการกระทำของใครคนใดคนหนึ่งด้วยซ้ำไป

เป็นเรื่องน่าแปลกที่เราตัดสินว่าวิทยาศาสตร์สร้างความเห็นแก่ตัวจากการอ้างของคนที่เห็นแก่ตัว และปฏิเสธการทำความเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์สอนอะไรกันแน่ ในขณะเดียวกัน หากมีคนอ้างความเชื่อทางศาสนา, ลัทธิชาตินิยม, ราชานิยม ไปทำเรื่องไม่ดี อย่างมากเราก็ตำหนิเพียงว่านั่นคือเรื่องของกระทำของปัจเจกบุคคล ไม่มีอะไรผิดปกติกับความเชื่อที่เขายึดถือ หรือยิ่งไปกว่านั้น คนบางกลุ่มยังยกย่องการกระทำเช่นนั้นด้วย! ทั้งที่ชัดเจนว่าในตัวโครงสร้างของชุดความเชื่อแบบศรัทธาทั้งหลายที่พร้อมจะกีดกันผู้ศรัทธาออกจากผู้ไม่ศรัทธา และในที่สุดผลของการกีดกันก็บ่มเพาะไปสู่ความแปลกแยกและการใช้ความรุนแรง

อวิชชา คือ ความไม่รู้

หากอวิชชาแปลว่าความไม่รู้ สิ่งที่เราเรียกว่า “อวิชชา” ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง เพราะจุดประสงค์ของวิทยาศาสตร์คือการไล่หาความรู้ความเข้าใจธรรมชาติ ตัววิทยาศาสตร์เองก็แทบจะมีพื้นฐานล้วนๆ มาจากสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์

แล้วอะไรกันเล่าที่สอนให้เราละเลยเพิกเฉยต่อสัญชาตญาณความอยากรู้ของเรา มีระบอบสถาบันใดบ้างที่สอนให้เรายึดมั่นอยู่กับความคิดเพียงชุดเดียว แม้ว่าจะมีหลักฐานแย้งกองพะโนนโทนทึกเท่าใดก็ตาม? ระบอบสถาบันไหนกันที่ใช้สิ่งไร้สาระอันพิสูจน์ไม่ได้ที่เรียกว่า “ศรัทธา” มาปิดปาก ปิดหู ปิดตา และปิดความคิดของเราไม่ให้ทำงาน? คำตอบของคำถามนี้คงมีหลายอัน แต่ผมมั่นใจว่าวิทยาศาสตร์ไม่รวมอยู่ในนั้น

ไม่มีครั้งใดเลยที่แสงสว่างแห่งความรู้จะทำให้ผู้คนเดือดร้อนทุกข์ยากด้วยตัวของมันเอง แต่เป็นเพราะแสงสว่างนั้นถูกกดรั้งโดยความมืดมิดต่างหาก เชื้อแห่งความรุนแรงจึงได้กำเนิดขึ้น กี่ครั้งแล้วที่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้บันทึกความทุกข์ระทมอันเป็นผลมาจากการปฏิเสธความจริง

หากเราจะสามารถก้าวข้ามความรุนแรงไปสู่สันติภาพอันถาวรได้อย่างแท้จริง ทางเดียวที่เราจะไปถึงจุดหมายนั้นได้ก็มีเพียงแต่การเข้าใจโลกอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าเราได้เข้าใจโลก แต่เป็นการเข้าใจโลกแห่งความจริงในแบบที่มันเป็น

และ “วิทยาศาสตร์” เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดเราที่เรามีและเคยมี

ไม่มีใครให้สัญญาได้ว่าวิทยาศาสตร์จะมอบภาพความรู้ความเข้าใจธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ให้เราได้เมื่อไร หรือแม้แต่ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ แต่สิ่งที่ผมกล้าสัญญาตรงนี้ คือ วิทยาศาสตร์จะไม่มีวันหยุดทำงาน ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความสามารถให้การใช้เหตุผลอยู่

ต่อให้ไม่มีคำสัญญาใดๆ เท่าที่ผ่านมาวิทยาศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ตัวมันเองอย่างที่ไม่มีศาสนาใดๆ จะมอบให้ได้ ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีรอบตัวที่ทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น หรือแม้แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหญ่ที่ช่วยชีวิตของเราและคนที่เรารัก

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่มาจากวิทยาศาสตร์หรอกหรือ ความฝันที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษเราทำได้แค่เชื่อลมๆ แล้งๆ ตามสิ่งที่นักเทศน์หรือหมอผีอวดอ้าง วันนี้เราได้สัมผัสมันแล้ว บางคนอาจจะไม่ตระหนักถึงมัน แต่พวกเราทุกคนก็ได้รับประโยชน์ด้วยกัน ประโยชน์ที่มาจากการลงทุนหยาดเหงื่อ น้ำตา หรือเลือดเนื้อ ของนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ทั้งหลายในอดีต

ดังนั้นหากจะมีใครใช้ศรัทธานำหน้าเหตุผลมากดหัวให้คนอื่นคิดเหมือนกับตนเอง ผมจะขอยืนตรงข้ามกับศรัทธานั้นๆ เสมอ

“Science is not going to change its commitment to the truth. And religion is not going to change its commitment to nonsense. And that is why I call upon scientists and all thinking people to focus their attention on reducing the influence of religion in the world, with the goal of the eventual fall of foolish faith. The future depends on it.”

– Victor Stenger

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: