เรารู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นไม่ใช่ bot


เรารู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นๆ ในโลกนี้ (นอกจากตัวเรา) เป็นมนุษย์เหมือนเรา ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ (inanimate)

อย่างตอนนี้ ผมจะรู้ได้อย่างไรว่า ‘เพื่อน’ ใน Friend list ทั้งหมดของผมไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรสักอย่างที่ Facebook ทำขึ้นมาให้มี interaction กับผม เช่นเดียวกันคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมไม่ใช่

หรือว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้วที่ชอบไปเที่ยวใส่’ความรู้สึกเป็นตัวตน’ให้กับสิ่งต่างๆ รอบตัว?

มีงานวิจัยที่หนูทดลองช่วยเพื่อนหนูของมันให้พ้นอันตราย (การทดลองนี้เป็นข่าวในหลายเว็บเช่น http://www.wired.com/wiredscience/2011/12/rat-empathy/all/1) ไม่ว่าหนูจะมีสำนึกในระดับจิตสำนึกหรือไม่ แต่นั่นแสดงว่าหนูรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เพื่อนได้รับ ความต้องการที่เพื่อนมี และตอบสนองเพื่อให้เพื่อนได้รับ’ความพ้นจากทุกข์’ หรือ ‘ความสุข’ราวกับเป็นสิ่งที่ตัวเองจะทำเมื่อได้รับประสบการณ์เดียวกัน

หากว่าการพัฒนาสมองและการคิดของมนุษย์ (และพวก hominid) เพิ่มระดับการใส่ “ความเป็นตัวตน” อันนี้ให้กว้างขึ้น จากเพื่อนร่วม clan ไปสู่มนุษย์คนอื่นๆ

มันมีผลดีก็ตรงทำให้พฤติกรรม altruism มีโอกาสเกิดมากขึ้น สังคมจึง’พร้อม’ที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น (ในระดับที่เกินกว่าอิทธิพลของ kin selection และ inclusive fitness จะใช้อธิบายได้)

และมันก็จะต่อเลยไปจนถึงสิ่งต่างๆ รวมถึงอะไรๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย เป็นการจินตนาการถึง agent ที่เป็น actor ที่สามารถมีอิทธิพลเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมได้ตามสำนึก ให้เป็น ordered หรือ disordered ก็ได้ (รู้สึกทางจิตวิทยาและปรัชญาจะเรียกว่า agent นะ ถ้าจำไม่ผิด)

การสร้าง agent ขึ้นมา ก็ยิ่งส่ง feedback เข้าไปในการควบคุมพฤติกรรม altruism อีกรอบ (มีคนเฝ้ามองตลอดเวลา คนที่จะให้รางวัลและลงโทษต่อพฤติกรรมต่างๆ)

แล้วถ้า by-product ของ agent เหล่านี้ นำไปสู่ ‘การเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ’ หละ มันก็กลายเป็น proto-religion ใช่หรือไม่?

agent ยังช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ feedback เข้าไปในด้านความเชื่อถือของตัว agent เอง และยังช่วยในแง่ของการอยู่รอดมนุษย์ในทางอ้อมอีก (พอรู้ว่ามี agent ดลบันดาลทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ก็จะมีความระแวงภัยเพิ่มขึ้นและหาแนวโน้มในการทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า)

proto-religion ในสภาพแรกๆ จึงเป็นผลของการรวมความสามารถเสมือนของ agent เหนือธรรมชาติ เหนือการควบคุมของเรา ในฐานะที่เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมและการอธิบายธรรมชาติ

agent ของศาสนาในยุคแรกๆ ก็คงมีสภาพเป็น imitate ของมนุษย์ที่มีอำนาจมากกว่า ต่อมาก็เริ่มพัฒนาเป็น omnipotent being มากขึ้นเรื่อยๆ
(ตรงนี้พุทธศาสนาและศาสนา atheistic อื่นๆ ก้าวหน้าเข้าไปใหญ่จนถึงกระทั่งผสานรวม agent เข้าไปเป็น fabric ของธรรมชาติเลย ประมาณว่าในรูปของจิตวิญญาณ)

ถ้าดูตามมุมนี้ก็จะเห็นว่าศาสนากับจริยธรรมกับการเข้าใจความจริงตามธรรมชาติไม่ใช่ของเดียวกัน แต่เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาพร้อมกัน และมี feedback สู่กันและกันโดยตลอด

แล้วการคิดตามหลักเหตผุลโดยไม่พึ่งคำอธิบายแบบเหนือธรรมชาติ (ซึ่งนำไปสู่การกำเนิดของปรัชญาต่างๆ และวิทยาศาสตร์) มันโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร? มีช่องไหนให้มันโผล่ขึ้นมาจากสังคมยุคบุพกาลของเรา?

คิดต่อไป…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: