กระแสศรัทธาธรรมกายพิสูจน์ว่าผมถูกครึ่งหนึ่ง กระแสเกลียดธรรมกายพิสูจน์อีกครึ่ง


กระแสศรัทธาธรรมกายพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมพูดถูกครึ่งหนึ่ง – เรื่องความงมงาย

กระแสเกลียดธรรมกายแบบเข้าไส้ แบบโอเว่อร์ (อย่างที่เห็นกันในกรณีการด่า โน้ส อุดม) พิสูจน์อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ – ปัญหาของความงมงายในครึ่งแรกเกิดจากตัวโครงสร้างและสถานะของศาสนาเอง

นอกจากเรื่องความไม่สะดวกในการเดินทางเล็กๆ น้อยๆ แล้ว คนพุทธก็ติเตียนธรรมกายด้วยเหตุผลอย่างเดียว นั่นคือ หลักคำสอนของธรรมกายไม่ตรงกับหลักคำสอนของศาสนาพุทธ ‘แท้ๆ’

ไหนอ้างกันนักหนิครับ religious rights หนะ สิทธิในการนับถือศาสนาอะไรต่อมิอะไร หรือว่า religious rights นี่มันให้กันได้แต่เฉพาะศาสนาที่ตัวเองนับถือ

ผมไม่ได้ปกป้องธรรมกายนะ สำหรับผมมันก็แค่ความเชื่องมงายอีกชุด แต่ถ้าให้ผมเป็นประเภท “พอด่าธรรมกายงมงายด่าได้ แต่พอเจอคนบอกสิทธัตถะเป็นคนที่ตายไปสองพันกว่าปี แล้วจะเป็นจะตาย” ผมคิดว่าคงไม่ใช่แล้วอะ

ปาฏิหาริย์แม่ชีปัดระเบิดกับสิทธัตถะเดินได้ 7 ก้าวตั้งแต่หลุดออกมาจากท้องแม่ มันต่างกันตรงไหน?

ไหนบอกว่า “ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนทำดี ก็โอเค” ผมก็ไม่เห็นธรรมกายจะสอนให้คนเอาปืนไปยิงใครหนิ ทำไมคุณไม่โอเคบ้างหละ? (เทียบกันแล้ว คำสอนของกิตติวุฒโฒ หรือ ว. วชิรเมธี ยังน่ากลัวกว่าซะอีก)

ธรรมกายเรียกเงินทำบุญแล้วไง? วัดไหนหรือองค์กรศาสนาที่ไหนในโลกไม่ได้รับเงินบ้าง? นักบวชที่มาเทศน์กล่อมสาวกมันแดกข้าว (หรือไม่ก็ขนมปัง) นะโว้ย คิดว่ามันบรรลุอิ่มทิพย์กันทุกคนเหรอ?

ยอมรับตรงๆ เหอะ คุณเกลียดธรรมกายเพราะคำสอนของธรรมกายมันขัดกับ ‘ความดีบริสุทธิ์ของศาสนา’ ตามจริตของคุณเท่านั้นเอง

ถ้าคำว่า “ศรัทธา” กับ “ความงมงาย” ของศาสนาแตกต่างกันจริง หรือถ้าสังคมไทยยอมรับความแตกต่างทางศาสนาได้จริงแบบที่ขี้โม้กันนั้น ความจริงชาวพุทธควรขอบคุณธรรมกายด้วยนะ โมเดลการทำธุรกิจของธรรมกายนี่ถือว่าก้าวหน้ามากๆ (ผมคิดว่าภายในธรรมกายคงมีการทำวิจัยเป็นอย่างดี)

เรื่องของร่าง พรบ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ฉบับ ๒๕๕๐ ก็เช่นกัน ผมคัดค้านทั้งตัวเนื้อหาของ พรบ. และ อุดมการณ์ของ พรบ. แต่หากมันถูกประกาศใช้จริง ผมก็คงไม่เครียดไปกว่านี้เท่าไร

ไม่เหมือนบางคนที่ปากก็บอกว่าไม่เอาด้วยกับ พรบ. นี้เพราะมันเป็นเผด็จการ แต่ก็ส่งเสริมสถานะความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา (โดยเฉพาะศาสนาพุทธ) กันทุกวันทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว

ถ้าประเด็นร่าง พรบ. ฉบับนี้ติดกระแสนะ คอยดูบทสัมภาษณ์นักวิชาการตามทีวีได้เลย พวกที่เห็นด้วยนี่แล้วไปนะ (ไม่ต้องพูดถึงพวกนี้ เกินเยียวยา) แต่พวกที่ไม่เห็นด้วยก็จะออกมาประมาณว่า “ไม่เอาเพราะมันเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนเกินไป หรือ ไม่เป็นธรรมเพราะมุ่งคุ้มครองแต่ศาสนาพุทธ” บลาๆๆๆ

แต่จะพร้อมใจลืมไปโดยพลันว่า **ในรัฐสมัยใหม่ ศาสนาไม่ว่าจะศาสนาไหนก็ไม่ควรได้รับความคุ้มครองหรือการสนับสนุนจากหน่วยงานหรือโครงสร้างรัฐอยู่แล้ว**

ถ้าคุณจะด่า ร่าง พรบ. แต่ยังเห็นด้วยหรือเพิกเฉยกรณี “สวดมนต์ข้ามปี” (ที่จัดกันแบบกึ่งงานรัฐบาล ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้วยแน่นอน) ผมว่าอย่าเลย

ถ้าแม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย เป็น liberal ยังสนับสนุนอุดมการณ์ให้ศาสนามีสถานะ priviliege อยู่ ร่างนี้จะประกาศใช้หรือไม่ประกาศใช้ ในทางปฏิบัติประเทศไทยก็เป็นรัฐศาสนาอยู่แล้ว อิทธิพลของศาสนาก็ยังกดหัวคนอยู่ดี

คิดอย่างประชดลึกๆ ผมชักอยากเห็นร่าง พรบ. นี้ประกาศใช้นะ ดูสิว่า ม. 112 กับ ร่าง พรบ. อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา อะไรมันจะ backfire ใส่สถาบันที่ปกป้องแรงกว่ากัน?

—–

และเพิ่งนึกขึ้นได้เรื่อง “การเดินธุดงค์บนกลีบกุหลาบ” ของพระธรรมกาย

ผมว่าบรรดา “ชาวพุทธแท้” ที่ไปด่าธรรมกายหาว่าเอากลีบกุหลาบมาโปรยเป็นการบิดเบือนทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย อันนี้โคตรจะดัดจริต ไม่มองดูตัวเองเอาเสียเลย

เวลาชาวพุุทธแท้ตักบาตรพระ ทำกันยังไงครับ? ไม่ได้คัดเลือกเอาของดีที่สุดไปถวายพระหรือ?

พระพุทธเจ้าเคยสอนให้ทำแบบนั้นมั้ยหละ นักบวชศาสนาพุทธ (หรือศาสนาอื่นที่เป็นลัทธิรอง) ในสมัยพุทธกาลก็ทำแบบเดียวกันเกือบหมด คือ ขอเศษข้าวชาวบ้านกิน พูดง่ายๆ คือขอของเหลือเดน (คำว่า “บิณฑบาต” เองก็แปลว่าก้อนข้าวที่ตก) ผ้านุ่งห่มก็ตัดเอาจากเศษผ้าห่อศพ (ที่จีวรต้องย้อมให้มีสีเหลืองก็มาจากประเพณีที่พระสมัยก่อนเอาผ้าห่อศพไปต้มฆ่าเชื้อกับรากไม้ชนิดหนึ่งซึ่งให้สีเหลือง)

ต่อมาพอเริ่มมีสาวกที่คลั่งไคล้ (เอ่อ หรือจะเรียกว่าศรัทธาก็ได้) มันก็เริ่มพัฒนาคัดเลือกของดีๆ ไปถวาย ในตำนานยังเคยมีที่กษัตริย์กับชาวบ้านสรรหาของดีๆ แข่งกันไปทำบุญเลย

ตรงนี้มันต่างจากธรรมกายเอากุหลาบไปโปรยตรงไหน? โถ่ มาทำเป็นพุทธแท้ต้องยังงั้นยังงี้ ถุย มันก็ cult งี่เง่าพอๆ กันนั่นแหละ จะพุทธแท้พุทธเทียมมันก็บ้าคลั่งเอาแต่ของดีๆ ไปให้นักบวชของนิกายตัวเองทั้งนั้น ลงทุนเสียเงินเสียทองลำบากแค่ไหนก็ยอมเพื่อจะให้ได้สิ่งที่เรียกว่าบุญ

อันนี้ไม่ได้ว่าผมเข้าข้างธรรมกายนะ แต่รำคาญพวกคลั่งพุทธแท้เสียจริง ปากก็บอกว่าศาสนาพุทธยอมรับทุกศาสนา ศาสนาพุทธไม่มีการคลั่ง ฯลฯ มันไม่จริงหรอก ถ้าแค่กรณีธรรมกายยังชัดเจนไม่พอ ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ที่เชียงรายก็มีการต่อต้านการสร้างมัสยิด หาว่าจะทำให้ชุมชนแตกแยก

ถึงแม้คนพุทธจะเคร่งสู้พวกอิสลามไม่ได้ แต่ความคลั่งนี่กินกันไม่ลงทุกศาสนานั่นแหละ

5 Responses to กระแสศรัทธาธรรมกายพิสูจน์ว่าผมถูกครึ่งหนึ่ง กระแสเกลียดธรรมกายพิสูจน์อีกครึ่ง

  1. kib says:

    คำสอนของธรรมกายนั้น บิดเบือนพระธรรมอย่างมากมาย ดังนั้น ธรรมกาย ไม่ถือว่าเป็นพุทธศาสนาแล้ว แต่เป็นลัทธิที่นำคำสอนของพุทธศาสนาเดิมมาบิดเบือน แม้จะนุ่งผ้าเหลืองแต่ไม่ถือว่าเป็นผ้ากาสาวพักสตร์

  2. ผ่านมาแซว says:

    ในการระบุว่าใครเป็นพุทธคุณใช้อะไรแบ่ง
    ตามทะเบียนบ้านหรือดูจากพฤติกรรม
    ทุกศาสนามักจะมีเหลือบเขามาอาศัยเสมอ

  3. อาร์กดิจิตอล says:

    มิจฉาทิฎฐิอย่างร้ายแรง ตามแต่จะพิจารณาเอาเองเถิด…ท่านจงลองมาดูเถิด…ว่าธรรมะที่แท้จริงของคนธรรมดาที่ชื่อว่า “สิทธัตถะ” ที่สามารถตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณว่าเป็นอย่างไร ว่าสามารถดับทุกข์ได้จริงไหม ทำให้คุณพ้นทุกข์ได้อย่างไร

  4. Mirinjun says:

    ธรรมกายทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม หลอกลวง ลวงไปถึงพระชั้นผู้ใหญ่ ชาวต่างชาติ กรุณาอย่าลบหลู่พระพุทธเจ้า กรรมมีจริง

  5. ตนคนนึง says:

    ผมไม่ได้พูดถึงธรรมกายนะโดยตรงนะครับ ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบๆกันอยู่ รอเวลาเป็นเครื่องตัดสิน
    ผมกำลังพูดรวมถึงหลายๆเรื่อง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย แต่มันคล้ายอะไรกันมาก ดูดวง ใบ้หวย การทรงเจ้าเข้าผี ตุ๊กตาลูกเทพ ล่าสุดก็ธรรมกาย เพราะล้วนแล้วมาจากคำเดียวที่ว่า ” ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เราอย่าไปเรียกเค้าว่างมงายเลยครับ ควรเรียกว่าขาดที่พึ่งทางใจน่าจะดีกว่า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: