“สถานะอภิสิทธิ์ของศาสนา”: Elephant in the room


บอกตรงๆ ผมให้เครดิตเว็บ/เพจ parody บางอันมากกว่าเว็บ/เพจที่ตั้ง(หรือทำท่าว่ามี)นโยบาย ‘วิจารณ์’ พระเซเล็บหรือศาสนาส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

มันไม่ใช่เรื่องว่า ผมชอบอ่านอะไรขำๆ หรือว่าเพจ parody มันเข้าถึงคนอ่าน(คอเดียวกัน)ได้ง่าย ไม่ค่อยซับซ้อน (เรื่องไม่ซับซ้อนนี่ก็ไม่เสนอไป ผมเห็น parody บางอัน ‘ลึกซึ้ง’ แบบระดับที่ผมนึกไม่ถึงก็มี)

มันเป็นเรื่องของประเด็นใหญ่ที่ผมคิดว่าสำคัญมาก —- มากระดับที่เป็นใจกลางของปัญหาของสถานะของศาสนาเลย

ทำไมพอเว็บดังๆ วิจารณ์ความไร้สาระของคนอื่น ถึงใช้คำพูดและน้ำเสียงล้อเลียนได้อย่างสนุกสนาน หรือแดกดันแบบเจ็บๆ

แต่พอความไร้สาระของ “พระ” หรือมีเรื่องเกี่ยวพันกับศาสนากลับใช้คำพูดและน้ำเสียงอีกแบบ น้ำเสียงที่นอบน้อมอารมณ์ว่าอ่านไปผมนึกออกแต่ภาพเข้าไปกราบเถียง

ปัญหาจริงๆ มันคือ “สถานะอภิสิทธิ์ของศาสนา” ไม่ใช่เหรอ?

ผมแทบไม่อ่านเลยเวลาเว็บหรือเพจดังๆ (ที่ฮิตกันอยู่ตอนนี้) วิจารณ์ ว. วชิรเมธี (ผมยกตัวอย่าง ว. เพราะถึงยังไงก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นพระที่โดนวิจารณ์มากที่สุด) อ่านก็อ่านผ่านๆ

เพราะอะไรนะเหรอ?

ก็เพราะว่า ประเด็นหลักที่เป็นฐานของการวิจารณ์ศาสนาซึ่งคือเรื่องของสถานะของตัวศาสนาเองอย่างที่บอกไป พวกเว็บดังก็จับไม่โดนแล้ว (หรือไม่กล้าแตะ) ต่อให้เหตุผลข้างในจะดีเลิศแค่ไหน มันก็ไร้ประโยชน์เพราะสุดท้ายมันก็เป็นแค่การวิจารณ์ในส่วนของผลชั่วครั้งชั่วคราว (อีกอย่างส่วนใหญ่ การให้เหตุผลส่วนมากก็ระดับดาษๆ ด้วย นี่เป็นอีกเหตุผลที่ผมอ่านผ่านๆ)

ความจริงต้องเรียกว่า การสุภาพแบบเกินมาตรฐานต่อคนในสถานะพระสงฆ์นั้นแทบจะเป็นการย้ำให้ปัญหาสถานะยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่ เหมือนทำกันแค่โบ้ยความผิดไปให้เป็นเรื่องของตัวบุคคล เหมือนด่าๆ ส่งๆ ไปให้ตัวเองสบายใจโดยไม่นึกจะไปแตะตัวสถานะของศาสนาด้วยซ้ำ (สังเกตคำพูดหลักๆ “ศาสนา X ดีอยู่แล้ว คนต่างหากที่ไม่ดี ฯลฯ”)

ผมก็ไม่ได้บอกให้มาจิกหัวด่าพระกันนะ แต่ถ้าจะวิจารณ์คนด้วยเรื่องระดับเดียวกันในสภาพแวดล้อมเดียวกัน มันก็ต้องเท่ากันหมด ไม่ใช่จิกหัวด่าคนอื่น แต่กับพระแทบจะน้อมคลานเข้าไปเถียง

ถ้าจะเขียนจริงจังเอาวิชาการ คุณก็ใช้คำพูดวิชาการ ปกติ สุภาพ อย่างเดียวกันนั้นกับทุกๆ คนและทุกๆ เรื่อง

ถ้าจะเขียนด่าเอาสนุก ก็ควรใช้คำพูดแบบเดียวกันเหมือนกัน

อย่าพูดเลยว่าเพราะอีกคนเป็นพระเลยต้องให้เกียรติ เกียรติสูงสุดที่คนจะให้กันได้ คือ มองทุกคนเป็นคนเท่ากัน

อย่าอ้างเลยเรื่อง religiuos rights มันไม่จริงหรอก สิทธิในการนับถือศาสนากับสิทธิในปิดปากคนอื่นมันคนต่างกัน

ที่ผมบอกว่า การอ้าง religious rights ในลักษณะที่เป็นการกันไม่ให้มีการยกเรื่องประเด็นศาสนา มันไม่ใช่ religious rights ของจริง

เดี๋ยวจะมีคนหาว่าผมเป็นเผด็จการทางความคิด ไม่เคารพความคิดชาวบ้าน

ผมไม่ได้ต้องการจะไปกงการความคิดอะไรของใครหรอก ใครจะนับถือศาสนาอะไร จะเชื่อว่ามีคนเกิดมาเดินได้ 7 ก้าวก็เรื่องของเขา (ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อเชิงสัญลักษณ์หรือเชื่อแบบตามตัวอักษรจริงจังก็ตาม)

แต่ผมเห็นว่า religious rights *ไม่ควร*มีมากไปกว่า ‘สิทธิในการเชื่อนิทานอีสป’ (หรือนิทานปรัมปราอื่นๆ)

คุณมีสิทธิ์จะอ่าน จะเชื่อ จะเอาข้อคิดจากนิทานอีสปมาใช้กับตัวคุณเองอย่างไรก็ได้

แต่คุณไม่มีสิทธิ์ไปยัดเยียดความคิดของคุณให้คนอื่น ไม่มีสิทธิ์ห้ามคนอื่นเอาความไร้สาระของมันมาวิจารณ์ หรือแม้แต่ล้อเลียน โดยแค่แปะป้ายว่ามันคือ religious rights มันคือเรื่องส่วนตัว ห้ามยกขึ้นมา

(เช่น ผมอาจจะบอกว่า “บ้าป่าว สัตว์ที่ไหนจะพูดได้” คุณจะโกรธมั้ยที่ผมด่านิทานอีสป แต่ถ้าผมพูดถึงนิทานชาดก รับรองจะต้องมีคนโกรธแน่ อย่างน้อยก็ต้องแก้ตัวโง้นงี้ แล้วก็จบลงที่ “อย่าเอาเรื่องศาสนามาพูด”)

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้ศาสนามาเป็นสิทธิ์อ้างความชอบธรรมในเรื่องต่างๆ สารพัด

นี่ก็ไม่ได้แปลว่าผมเห็น “ศาสนา เป็นแค่ นิทานอีสป” นะ ผมไม่กล้าหรอก อิทธิพลของศาสนามีมากกว่านิทานอีสปมาก แค่มองไปรอบตัวก็สัมผัสได้แล้ว

ป.ล. อีกอย่างที่ลืมเน้น อย่างน้อย parody มันก็ช่วยในแง่ที่ desacralize พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา (และสถาบันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ได้) ตรงนี้แหละสำคัญและเป็นประโยชน์กว่าการนอบน้อมวิจารณ์พระเซเล็บด้วยเหตุผลดาษๆซะอีก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: