วิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth…. แล้วไง?

ความเห็นน่ารำคาญประเภท “ทฤษฎีวิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth ไม่ใช่ absolute truth ดังนั้นจึงใช้มาเป็นหลักเดียวในการเข้าใจธรรมชาติไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์ต้องยอมรับปรัชญา/ศาสนา XYZ ด้วย” มันไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักปรัชญาผู้เชี่ยวชาญอะไรขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามมันสะท้อนว่าคนพูดไม่เข้าใจแม้กระทั่งการใช้คำว่า ‘theory หรือ ทฤษฎี’ ในทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ

ในความหมายทั่วไป theory อาจจะหมายถึงคำอธิบายอะไรก็ได้แล้วแต่จะจินตนาการเอา ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานประกอบ

แต่ในทางวิทยาศาสตร์ theory มันคือคำอธิบายปรากฏการณ์ที่เรียบเรียงมาจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถสร้างสมมติฐานที่อิงจาก theory นั้นๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นด้วยผลการทดลองได้ว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

scientific theory ที่ได้รับการยอมรับทุกอันจำเป็นต้องมี “หลักฐาน” รองรับอย่าง consistently

theory จึงถือเป็น status สูงสุดเท่าที่คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อันหนึ่งๆ จะเป็นได้

ถ้า theory เดิมจะต้องเปลี่ยนหรือแก้ไข นั่นก็คือมี theory ใหม่ที่อธิบายปรากฏการณ์ได้’ดี’กว่า (ส่วนใหญ่ theory ใหม่ที่เข้ามาแทนอันเก่าได้จะมีลักษณะที่เป็น fundamental มากกว่า นั่นคือสามารถอธิบายธรรมชาติได้ในระดับมูลฐานมากขึ้น ซึ่งก็มาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลานั่นเอง)

ถ้าใครคิดว่า วิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth เราควรใช้ “ความจริง” แบบอื่นอธิบายโลกไปควบคู่กัน พรุ่งนี้ก็ลองทดสอบไปกระโดดจากดาดฟ้าตึก 10 ชั้นดูสิครับ บางทีอาจจะได้รู้ว่าอะไรคือ relative truth และ absolute truth คืออะไร

มั่นใจสิครับ ไม่ต้องกลัว มันก็แค่ relative truth หนิ นีโอในหนัง Matrix ยังบินได้เลย

“เห็นหินเป็นหมี” ดีกว่า “เห็นหมีเป็นหิน”

การที่เห็นก้อนเมฆ, ลายน้ำ, ก้อนหิน เป็นรูปเหมือนคนหรือของอะไรสักอย่างที่ดูศักดิ์สิทธิ์เนี่ย มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก

ถ้าไม่เห็นเลยสิ น่าแปลก ตอนเด็กๆ ผมนั่งมองก้อนเมฆจินตนาการเป็นเรื่องเป็นราวได้ไม่ซ้ำกันเลยทุกวัน วันรุ่งขึ้นก็ลืมแล้วก็เห็นเป็นเรื่องใหม่ (ปัจจุบันก็ทำอยู่ ผมว่างและฟุ้งซ่านพอจะทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว)

สมองคนถูกปรับตัวโดยวิวัฒนาการมาให้เห็นรูปแบบ (pattern) ของสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่แล้ว ถ้าจับรูปแบบของสิ่งแวดล้อมได้ แม้จะเป็นอย่างผิวเผินและคลาดเคลื่อนสุดๆ มันก็ยังช่วยให้บรรพบุรุษของเรามีโอกาสหาเจอทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและกระจายตัวได้มากขึ้น ดีกว่าหาแบบสุ่มมั่วๆ ไปตลอดชีวิต และยังช่วยให้บรรพบุรุษของเราพร้อมระวังภัยอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น “เห็นหินเป็นหมี” ยังไงก็ต้องดีกว่า “เห็นหมีเป็นหิน” อย่างแรกเราวิ่งหนีไว้ก่อน ปลอดภัยกว่าถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ใช่หมีจริงๆ
(แต่ดีที่สุดโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง คือ ไม่เห็นหมีเลย <— อันนี้มุขนะ ชิมิ ชิมิ)

Darwin’s Eclipse: ยุคมืดของ Darwinism

ความจริง Natural Selection ของ Charles Darwin ไม่ได้เสนอปุ๊บแล้วก็ได้รับการยอมรับปั๊บทันทีอย่างที่หลายคนเข้าใจนะ

นอกจากที่เถียงกับพวกฝ่ายศาสนาแล้ว แนวคิด Natural Selection ที่อยู่ใน On the Origin of Species และผลงานเล่มอื่นๆ ของเหล่า Darwinian ยังมีจุดอ่อนที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ (ในสมัยนั้น) ไม่ยอมรับ จุดอ่อนนั้นคือ Darwin อธิบายไม่ได้ว่า variation มันคงอยู่เป็นวัตถุดิบของ Natural Selection ได้อย่างไร

โดยเปลือกนอกของตัวมันเอง Natural Selection ก็เป็นกระบวนการที่ “ลด” variation อยู่แล้ว (เพราะมันเลือก favor ลักษณะที่เหมาะสมแค่ลักษณะเดียวหรือไม่กี่ลักษณะ) บวกกับในสมัยนั้นเชื่อกันว่ากลไกการถ่ายทอด (hereditary) เป็นการผสมกันของลักษณะของตัวพ่อแม่ เช่น ดอกไม้สีแดง+ดอกไม้สีขาว = ดอกไม้สีชมพู ฯลฯ กระบวนการ blending แบบนี้ก็จะทำให้รุ่นลูกๆ มี variation น้อยลงๆ เรื่อยๆ โดยธรรมชาติอีก

Darwin และกลุ่มเพื่อนๆ ก็พยายามหาคำอธิบายเรื่องนี้มาตลอด (ผมจำไม่ได้ว่าอธิบายอะไรกันบ้าง) แต่ก็ไม่มีอันไหนที่ convincing เลย ตอนนั้นไม่มีใครรู้ด้วยว่า Mendel ได้เผยแพร่การทดลองปลูกถั่วในปี 1865 แล้ว (หลังการตีพิมพ์ On the Origin 1st edition ประมาณ 6 ปี) ถ้า Darwin เห็นผลการทดลองของ Mendel เขาต้องรู้แน่ๆ ว่ามันปิดจุดอ่อนของ Natural Selection ได้

หลังจาก Darwin ตาย แนวคิด Natural Selection ก็เริ่มมีคนพูดถึงน้อยลงเรื่อยๆ และก็หันไปหาแนวคิดใหม่ๆ ในการอธิบายวิวัฒนาการ นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงนี้ว่าเป็น “Darwin’s Eclipse” เลยทีเดียว

ต้องรออีกประมาณ 60 กว่าปีหลังยุคของ Darwin กว่าที่แสงสว่างของยุค Modern Synthesis จะมาถึงนั่นแหละ Natural Selection ถึงได้รับการยอมรับว่าเป็นกลไกหลักของ “วิวัฒนาการปรับตัว” ของสิ่งมีชีวิต (ผมใช้คำว่า “วิวัฒนาการปรับตัว” – adaptive evolution เพราะ ก็เป็นในยุค Modern Synthesis อีกเช่นกัน เราถึงได้รู้ว่า Selection force ไม่ได้เป็นกลไกอย่างเดียวของวิวัฒนาการทั้งหมด และคำว่าวิวัฒนาการในสมัยนี้ก็ต่างจากสิ่งที่คนยุคดาร์วินใช้ด้วย ดาร์วินนี่ก็ไม่ได้ใช้คำว่า “Evolution” ใน On the Origin)

การเป็นฝรั่งเศสคือความผิดอีกอย่างของ Jean-Baptiste Lamarck?

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมอ่านเจอจากหนังสือ Evolution ของ Futuyma ว่า สาเหตุหนึ่งที่แนวคิด inheritance of acquired characteristics ของ Jean-Baptiste Lamarck ไม่ได้รับการยอมรับ นอกจากเรื่องของ paradigm เดิมที่คิดว่าสิ่งมีชีวิตไม่เปลี่ยนแปลงและจุดอ่อนของทฤษฎีที่อธิบายอะไรไม่ค่อยได้เองแล้ว อีกอย่างเป็นเพราะว่า Lamarck เป็นคนฝรั่งเศส กลิ่นควันจากปฏิวัติฝรั่งเศสและ Reign of Terror ที่ยังไม่จางหายทำให้แนวคิดอะไรก็ตามที่แปะป้ายว่ามาจากฝรั่งเศส จะถูกตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนจากวงการวิทยาศาสตร์ยุโรป

ถ้าจริง ชีวิต Lamarck นี่น่าสงสารกว่าที่ผมคิดไปอีกหนึ่งขั้น อุตส่าห์เป็นคนแรกๆ ที่จับทางวิวัฒนาการได้แล้วว่ามันต้องเป็นกลไกที่อธิบายได้ด้วยกระบวนการธรรมชาติอย่างสากล แต่ดันคิดคำตอบผิด แล้วก็ผิดไปไกลเลย

Lamarck นี่ไม่ได้ผิดแค่เรื่อง “ใช้-ไม่ใช้” อย่างที่หลายคนเข้าใจนะ (เรื่องใช้-ไม่ใช้นี่โดนการทดลอง “ตัดหางหนู” ของ August Weismann ตีตกแบบหน้าแหกเลย)

ส่วนสำคัญหลักที่ผิดแบบสุดๆ ในแนวคิด “วิวัฒนาการ” ของ Lamarck (ตอนนั้นยังไม่ใช้คำว่าวิวัฒนาการ) คือเรื่องของการจัดสิ่งมีชีวิตลำดับขั้นสูง-ต่ำตามขั้นบันไดของวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นการยึดติดกับแนวคิด Great Ladder of Beings อยู่ (เป็นแนวคิดแบบเดิมๆ ที่ตกค้างมาตั้งแต่สมัย Plato และ Aristotle แล้วก็ถูกผนวกรวมเข้ามาในคติศาสนาคริสต์) และเขาก็ใช้หลักการ use-disuse และ inheritance of acquired characteristics มาอธิบายการเกิดของ Great Ladder อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ตรงนี้ต่างจาก Tree of Life ที่ Charles Darwin เสนออย่างที่เข้ากันไม่ได้เลย

บทสัมภาษณ์ของ Marcus du Sautoy ผู้สืบทอดตำแหน่งของ Richard Dawkins

น่าขำอยู่เหมือนกัน นี่ถ้าผมไม่ได้ไปค้น New Scientist หาบทความมาให้คนในโพสต์นี้ที่ jusci http://jusci.net/node/2518#comment-10180 ผมก็คงไม่เจอบทสัมภาษณ์ของ Marcus du Sautoy และก็คงไม่รู้ว่าเขาเป็นคนรับไม้ต่อตำแหน่ง Charles Simonyi Professor for the Public Understanding of Science จาก Richard Dawkins

ผมรับรู้แค่ว่า Richard Dawkins เกษียณตั้งแต่ปลายปี 2008 แต่ไม่ได้สนใจว่าใครมารับตำแหน่งแทนเขา ความจริงผมนึกไปเองด้วยซ้ำว่าตำแหน่ง Simonyi Professorship จบที่ Dawkins คนเดียว เพราะคิดว่า Charles Simonyi (นายทุนผู้สนับสนุนตำแหน่งนี้) เสนอตำแหน่งนี้ให้ Richard Dawkins โดยเฉพาะ

ผมสแกนบทสัมภาษณ์ของ Marcus du Sautoy ไว้ที่นี่ https://www.box.com/s/14799468f8803017ed70

น่าสนใจมากที่ du Sautoy ก็เป็น atheist เหมือน Dawkins แต่ดูจากทีท่าแล้ว du Sautoy คงไม่วางตัวเองไว้ในตำแหน่งที่เผชิญหน้าเท่า Dawkins

ที่สำคัญคือตัว du Sautoy เองก็เป็นนักคณิตศาสตร์อยู่แล้ว ไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องไปเผชิญขัดแย้งโดยตรงเหมือนกับ Dawkins ในประเด็น Evolution vs Creationism ก็เป็นไปได้อยู่ว่า du Sautoy คงจะทำได้อย่างที่เขาตั้งใจ เท่าที่ผมดูมาก็ยังไม่เห็น du Sautoy มีปัญหาอะไรกับพวกศาสนามาก (ผมดูสารคดีของ du Sautoy หลายอันเลยนะ แต่ไม่รู้เรื่องตำแหน่ง Simonyi Professorship นี่ไงที่น่าขำ)