การลอกข่าวแบบหน้าด้านที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ

ปกติผมไม่ค่อยมีอารมณ์มากกับการ copy ข่าวหรือบทความที่ผมเขียนเท่าไรนะ ทำ link กลับมาที่ข่าวผมบ้าง ไม่ทำบ้างก็ว่ากันไป ถ้าเห็นว่าที่มาให้ไม่ครบ ผมก็แค่ไปคอมเม้นท์ตักเตือนบ้าง (ถ้าทำได้) แต่ที่ผมเจอวันนี้นี่เล่นเอาผมหัวเสียพอสมควร

เอาว่าลองเทียบข่าวที่ผมเขียนลงที่นี่ “พบฮอร์โมนชนิดใหม่ “Irisin” แค่ฉีดก็สลายไขมันได้เหมือนออกกำลังกาย”

กับที่เขาเอาไปใส่ไว้ในบล็อก http://ashikava.exteen.com/20120121/irisin (เจ้าของบล็อกกรุณามาขอบคุณผมด้วยนะ ผมอุตส่าห์ทำลิงค์ไปให้)

และอีกคู่ การรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือสั่นทั้งที่ไม่มีสายโทรเข้าเป็นเรื่องธรรมชาติ กับ http://ashikava.exteen.com/20111221/entry

ถ้าแค่ copy ข่าวไป แล้วทำเฉยๆ นี่ผมยังพอทนนะ แต่อันนี้เล่น สมอ้างเอาเลยว่าเป็นการแปลข่าวของตัวเอง แหม มีการออกตัวด้วยนะ “ที่เราแปลอาจจะไม่เหมือนต้นฉบับเพราะ แปลให้เข้าใจง่าย” และมีการบอกแฟนๆ ว่า “ไปอ่านจากที่มา อย่าแปลกใจ ผมปรับปรุงการนำเสนอให้เป็นสไตล์ผม” (ก็มันจะไปเหมือนที่มาเว็บต่างประเทศได้ไงหละ แกไม่ได้ไปอ่านด้วยซ้ำ เล่น copy ข่าวกรูไปทั้งดุ้น)

ผมขอบอกไว้เลยนะ ต่อให้ผมจำข่าวไม่ได้ว่าข่าวไหนเป็นข่าวผม การแปลของผมก็มี signature บางอย่างซ่อนอยู่ที่ผมเห็นก็รู้ว่าอันนี้ต้อง copy มาจากของผมแน่ๆ ดังนั้นหากจะแชร์ข่าวก็ควรทำให้ถูกต้องตาม Creative Commons ดีกว่านะ

หากใครอยากคอมเม้นท์ข่าวนี้ให้ไปที่กระทู้ที่ผมตั้งไว้ใน JuSci http://jusci.net/node/2358

-แก้ไขเพิ่มเติม-
ขอขอบคุณ @ThainaYu และ @tpagon ที่ช่วยตักเตือนให้นะครับ

Advertisements

โปรเจ็กต์ลับของผมในปี 2012

เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว ผมโพสต์ใน Facebook และ Twitter ว่าจะหยุดเขียนอะไรลง Social Network ชั่วคราว เพราะผมรู้สึกว่าแทนที่จะได้อ่านข้อมูลที่มีประโยชน์ เราก็มัวแต่กังวลกับสิ่งที่เราโพสต์ลงไปซึ่งบางทีมันก็เป็นแค่ความคิดชั่ววูบที่แวบเข้ามาในสมอง ไม่ได้กลั่นกรองให้มากพอ (แต่ส่วนใหญ่ผมคิดหลายรอบก่อนโพสต์นะ — อย่างน้อยผมก็เชื่ออย่างนั้น) หนักเข้ามันเลยไม่ค่อยคิดอะไร นึกอะไรได้ก็โพสต์ แต่ละโพสต์เลยดูไร้ค่าเหมือนขยะความคิดราคาถูก แถมเสียเวลาที่จะเอาไปคิดไปทำอะไรอย่างอื่นด้วย

“เพื่อน” บางคนใน Facebook และ Twitter อาจเข้าใจผิดว่าผมโกรธหรือไม่พอใจอะไรใครหรือเปล่า ก็ต้องขอบอกตรงนี้ว่า “ไม่ใช่” บางทีผมก็เบื่อขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล แม้ว่าผมจะไม่ได้เขียนอะไรหรือแชร์อะไรแล้ว แต่ผมก็ตามอ่านสาระและข้อมูลของคนอื่นๆ อยู่

การหยุดเขียนไป 1 อาทิตย์ทำให้ผมได้มีเวลาคิดอะไรได้เยอะขึ้นมาก ตอนนี้ในหัวผมมีโปรเจ็กต์เพิ่มขึ้นมาอีกสองอันแล้ว รวมกับอันเดิมที่มีอยู่ก็จะเป็นสามอัน ทั้งหมดนี้ยังเป็นความลับอยู่เพราะผมยังรวบรวมไม่เสร็จดี

  • โปรเจ็กต์แรก เป็นโปรเจ็กต์ที่ผมวางไว้เป็นเวลาปีกว่าๆ แล้ว ยังไม่มีกำหนดเสร็จ และอาจจะต้องรอโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้นเพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบค่อนข้างกว้าง โปรเจ็กต์นี้มีคนรู้แค่เพื่อนที่รู้จักกันไม่กี่คน, และเพื่อนใน Facebook อีกไม่กี่คนเช่นกัน
  • โปรเจ็กต์ที่สอง อันนี้คิดได้หลังจากการหยุดเขียน Social Network สองวัน เป็นโปรเจ็กต์ที่จะทำลงให้เว็บ Jusci.net คาดว่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ ตอนนี้กำลังเก็บรวบรวมข้อมูลอยู่ ผมยังไม่ได้บอกใคร แต่อีกไม่นานคงต้องปรึกษากับ Jusci writers ท่านอื่นดู
  • โปรเจ็กต์ที่สาม อันนี้เพิ่งคิดได้เมื่อสองวันก่อน เป็นสิ่งที่ผมจะทำสนองความต้องการของตัวเอง ดังนั้นผมคงไม่บอกใครจนกว่ามันจะเสร็จสมบูรณ์ ผมหวังว่าคงจะเสร็จได้ภายในปีนี้ Read more of this post

10 ข่าว Jusci ที่ผมประทับใจที่สุดในปี 2011

10 ข่าว Jusci ที่ผมประทับใจที่สุดในปี 2011 (เขียนเอง ประทับใจเองนี่แหละ ใครจะทำไม)
อันดับไม่เรียงนะครับ

1. การเมืองแนวสันติวิธีแบบปลวกๆ http://jusci.net/node/1496 อันนี้ชอบเพราะรู้สึกว่าตัวเองเขียนดี ตอนเขียนก็สนุกดีด้วย ผมชอบพวก social insect เป็นทุนอยู่แล้ว

2. สิ่งมีชีวิตที่มี 7 เพศ http://jusci.net/node/1629 ชอบเพราะมันเป็นอะไรที่เปิดหูเปิดตาดี ผมเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน

3. นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลโว “สร้าง DNA จากวิญญาณ DNA ได้” http://jusci.net/node/1518 ข่าวนี้แสดงให้รู้ว่าแม้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล หากเสนออะไรบ้าๆ ก็ต้องโดนด่า

4. นักวิทยาศาสตร์นิวซีแลนด์ท้าลองทฤษฎี Moonman ถ่มถุยแค่ “วิทยาศาสตร์ขยะ” http://jusci.net/node/1651 ข่าวนี้ผมเขียนเพื่อแก้แค้นคนที่มาด่าผมในข่าว http://jusci.net/node/1639 จนป่านนี้คนคนนั้นก็ยังไม่ยอมออกมารับผิดและขอโทษผม

5. นักวิทยาศาสตร์ Fermilab สงสัย “Tevatron อาจพบอนุภาคชนิดใหม่” http://jusci.net/node/1716 เป็นข่าวฟิสิกส์ที่ผมต้องอ่านทำการบ้านเยอะมากกว่าจะเขียนออกมาได้

6. นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล 42 คนเรียกร้องให้ยกเลิกกฏหมายบั่นทอนวิทยาศาสตร์ http://jusci.net/node/1790 ข่าวนี้สุดยอดในตัวของมันเองอยู่แล้วที่ได้เห็นนักวิทย์ระดับโนเบลออกมาลง ชื่อพร้อมกัน และในข่าวยังมีเรื่องของ Zack Kopplin เด็กที่เรียกร้องต่อสู้เพื่อวิทยาศาสตร์อีก ยิ่งน่าประทับใจ

7. รายชื่อผู้ได้รับรางวัล Ig Nobel ประจำปี 2011 http://jusci.net/node/2072 ข่าวนี้ผมนั่งคอยรอเขียนข่าวแบบจงใจเลย คิดว่าน่าจะเป็นเว็บไทยที่ลงข่าว Ig Nobel เร็วที่สุด

8. นักวิทยาศาสตร์จีนเขม่นกันเอง ไม่พอใจผลรางวัล Lasker http://jusci.net/node/2073 ข่าวคนทะเลาะกัน ผมชอบ

9. สรุป 1 เดือนหลังปรากฏการณ์ข่าว “นิวตริโนวิ่งเร็วกว่าแสง”: สถานการณ์ยังไม่แน่ชัด, OPERA เริ่มลังเล http://jusci.net/node/2132 ข่าวนี้เก็บข้อมูลนานหนึ่งเดือนเต็ม ทำการบ้านเยอะด้วย

10. นักฟิสิกส์ยุโรปจะใช้เลเซอร์เจาะมิติกาล-อวกาศให้เป็นรู http://jusci.net/node/2175 ข่าวนี้เขียนแดกดันนักฟิสิกส์จนมีคนนินทาใน pantip.com เลยได้โอกาสแถลงแนวคิดส่วนตัวว่าทำไมผมต้องแอบเหน็บนักวิทยาศาสตร์ตลอดเวลา

ข่าว Jusci ที่ผมภูมิใจมากที่สุดที่ได้เขียน

ผมเคยบอกไปครั้งหนึ่งว่าข่าว/บทความที่ผมภูมิใจที่สุดที่ได้เขียนลง Jusci.net ให้คนอ่าน คือเรื่อง “ไขปริศนา’กำเนิดรหัสแห่งชีวิต’ http://jusci.net/node/1547 แต่ดูเหมือนผมจะยังไม่เคยบอกว่าทำไม

ความจริงบทความนี้ผมเขียนเป็น tribute ให้เพื่อนของผมคนหนึ่ง เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนชีววิทยาที่เดียวกับผม

ตอนนั้นปี 4 เราก็ใกล้จะจบปริญญาตรีกันแล้ว ภาควิชาฯ เลยมีจัดงานปัจฉิมนิเทศและเชิญอาจารย์อาวุโสของภาควิชาชีวเคมี (มหาลัยเดียวกันที่ผมเรียนนี่แหละ แต่ผมขอไม่บอกชื่อนะ) มาบรรยาย เนื้อหาก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ DNA อะไรประมาณนี้แหละ

ตอนท้ายการบรรยาย อาจารย์ท่านนั้นก็เปิดโอกาสให้นักศีกษาถามคำถาม เพื่อนที่ผมพูดถึงก็ถามว่า “ทำไมเบสในสาย DNA ของสิ่งมีชีวิตถึงมี 4 ตัว?”

ในความคิดผม คำถามของเขาเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก ผมกลั้นหายใจรอคำตอบจากอาจารย์ชีวเคมีเลยนะ (ผมตื่นเต้นจนกลั้นหายใจจริงๆ ไม่ได้พูดเล่นเป็นสำนวน) ผมอยากรู้จริงๆ ว่าเรื่องนี้จะอธิบายทางชีวเคมีได้อย่างไร

แต่อาจารย์ท่านนั้นกลับตอบแบบดูถูกประมาณว่า นี่เป็นคำถามไร้สาระที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาบรรยาย ไม่จำเป็นต้องตอบ และคนถามก็ไม่ควรถามตั้งแต่แรก!

วินาทีนั้น ทั้งห้องปรบมือโห่ฮาดีใจกันใหญ่ เพราะถ้าพูดตรงๆ คนถามก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะ unpopular ในรุ่นอยู่แล้ว (เขาดู nerd มากกว่าผมอีก) ผมคิดว่านักศึกษาในห้องประชุมวันนั้นคงมีแค่สองคนที่ไม่ได้ดีใจ คือ คนถามและผม

ผมไม่รู้นะว่าเพื่อนผมคนที่ถามจะรู้สึกอย่างไร บางทีคงจะอายกับโมโหมั้ง (ผมไม่ได้สนิทกับเขาขนาดที่จะไปถามตรงๆ ได้) แต่วันนั้นผมทั้งโกรธ ทั้งอึดอัด ทั้งอึ้ง ทั้งหมดกำลังใจ เพื่อนที่นั่งข้างผมวันนั้นคงพอเดาได้เพราะผมหันไปมองให้พวกเขาหยุดตบมือด้วย (อย่างน้อยผมก็อยู่ในฐานะที่มี ‘บุญคุณ’ กับเพื่อนบางคน ดังนั้นมันก็ต้องมีเกรงใจกันบ้าง)

ผมยังรู้สึกผิดอยู่จนทุกวันนี้ที่วันนั้นผมมัวแต่อึ้งจนไม่ได้ยืนปกป้องคำถามของเขาอย่างที่ผมควรทำ วันนั้นความรู้ผมก็มีไม่มาก อาจารย์คนนั้นก็ -อย่างที่บอก- เป็นอาจารย์ระดับอาวุโสที่คณะบดีฯ ยังต้องเกรงใจ ผมก็คงกลัวอยู่บ้างแหละ

แม้แต่ต่อมาวันรับปริญญา ตอนบ่ายมีการบรรยายจากนักวิทยาศาสตร์ที่คณะฯ เชิญมา (ผมขอไม่บอกอีกเช่นกันว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์จากไหน) ผู้บรรยายแกล้งถามแบบในนักร้องบนคอนเสิร์ตว่าใครเป็น chemist (นักเคมี) ยกมือหน่อย, ใครเป็น biologist (นักชีววิทยา) ยกมือ, ใครเป็น physicist (นักฟิสิกส์) ยกมือ ฯลฯ ผมเป็นคนเดียวในห้องบรรยายที่ไม่ยกมือเลย เพื่อนที่นั่งข้างๆ ก็กระตุกเตือน และทำหน้าสงสัยว่าทำไมผมถึงไม่ยก

ผมยังคิดอยู่เลยถ้าวันนั้นผมได้อ่านบทความอะไรแบบนี้และเขียนข่าวก่อน ผมคงมีอะไรพอที่จะทำสิ่งที่ผมอยากทำได้ แต่ก็นั่นแหละ หากผมได้ทำสิ่งนั้น ผมจะมีแรงบันดาลใจมาเขียนบทความยากๆ แบบนี้ให้คนอ่านเหรอ (ตรรกะวกวนชิบหาย อุอุ)

บทความนี้ผมตั้งใจเขียนมาก แม้จะเห็นว่าผมใส่บทความจาก ScienceNews.org แค่ที่เดียวเป็นหลัก แต่รายละเอียด ผมก็ไปไล่อ่านจากที่อื่นด้วย ใส่ความรู้ที่ผมมี (อยู่น้อยนิด) ลงไปด้วย ผมก็รู้ว่าเรื่องมันยากหน่อยสำหรับคนที่ไม่ใช่นักชีววิทยาหรือเรียนชีววิทยามาโดยตรง แต่ผมก็อยากให้คนทั่วไปได้อ่านและกล้าลองตั้งคำถามพื้นฐานอะไรแบบนี้ดูโดยไม่ต้องรู้สึกกลัวหรืออาย คำตอบรอเราอยู่เสมอ

ปัจจุบันเพื่อนคนที่ถามวันนั้นกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ (ดูท่าแล้วเขาน่าจะจบก่อนผมนะ อิอิ) ผมไม่รู้ว่าเขาจะยังจำเรื่องในวันนั้นได้แค่ไหน เจอหน้ากันผมก็ยังไม่กล้าถามอยู่ดี

(เกือบ) 1 ปีกับ Jusci.net: จุดมุ่งหมายและความคาดหวัง

ในที่สุดกระทู้นี้ก็ออกมารูปนี้ http://jusci.net/node/2062 ผลที่ผมไม่อยากเห็นเลย แม้ว่าจะพอเดาได้อยู่แล้ว

เมื่อไรสังคมไทยจะเข้าใจสักทีว่าอุดมการณ์ที่ชักนำสังคมตอนนี้คืออุดมการณ์อนุรักษ์นิยมที่สตัฟฟ์ความคิดคนไทยจนขยับออกไปไหนไม่ได้แล้

ผมยกประเด็นศาสนาขึ้นมาคู่กับวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้แปลว่าผมอยากรู้ผลตัดสินว่า “ศาสนาดีกว่า” หรือ “วิทยาศาสตร์ดีกว่า” ผมพิมพ์ย้ำจนมือจะเป็นง่อยอยู่แล้วว่า สิ่งที่ผมต่อต้านคืออุดมการณ์ที่พยายามรักษาสถานภาพของสถาบันศาสนาไว้ให้เป็นเครื่องชี้นำสังคมไปตลอดกาล (ตรงนี้คงมีประเด็นเรื่องอำนาจในสังคมเข้ามาเกี่ยวด้วย) Read more of this post