GNOME กับ KDE ตั้งท่าจะตีกันอีกรอบ…คราวนี้เรื่องชื่อ

ไม่รู้ว่าเค้กทำพิษหรืออะไร นักพัฒนาของฝั่ง GNOME และ KDE ที่แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ค่อยจะถูกกันอยู่แล้ว กำลังจะเริ่มเปิดฉากทะเลาะกันอีกรอบเรื่องชื่อรายการเมนูในโปรแกรม

Ben Cooksley ผู้รับผิดชอบด้าน System Settings ของฝั่ง KDE กล่าวหา GNOME ว่าแอบเอาชื่อ “System settings” ไปใส่ไว้ใน GNOME 3.0 แถมยังเอาไปใส่ไว้ในจุดที่เป็นการควบคุมตั้งค่าระบบเหมือนกันอีก ซึ่งทำให้ผู้ใช้ที่ใช้ GNOME และ KDE ร่วมกันสับสน (บางทีขึ้นมาพร้อมกันสองอัน บางทีทางฝั่งของ KDE ก็ไม่ขึ้น)

Ben Cooksley อ้างว่า KDE เป็นฝั่งที่ใช้ชื่อ “System settings” มาตั้งนานแล้ว ดังนั้น GNOME จึงควรเป็นฝั่งที่ต้องยอมเปลี่ยนชื่อเพื่อเลี่ยงปัญหานี้

ตอนแรกก็ดูไม่มีอะไรเมื่อนักพัฒนาของ GNOME รับปากว่าจะดูปัญหาให้ แต่ภายหลังไม่รู้อะไรกันนักหนา คนที่มาตอบทีหลังเห็นว่าการใช้ภาษาของ Ben Cooksley ดุเดือดเกินไป ฝั่ง GNOME เลยโต้แบบแรงๆ กลับบ้าง สรุปจึงเกิดการปะทะเดือด สามารถเข้าไปตามอ่านได้ที่ http://lists.kde.org/?l=kde-core-devel&m=131132292207915&w=2

นี่งาน Berlin Desktop Summit 2011 ก็จะเริ่มอยู่รอมร่อแล้ว (6-12 สิงหาคม 2011) หากนักพัฒนาของทั้ง GNOME และ KDE ที่ทะเลาะกันไปเจอกันในงาน ไม่รู้จะมีเรื่องอะไรหรือเปล่า

ที่มา http://www.phoronix.com/scan.php?page=news_item&px=OTY5OQ

Advertisements

Canonical บริจาคเซิร์ฟเวอร์ให้ KDE

Canonical บริษัทที่สนับสนุนทางการเงินให้กับ Ubuntu ไม่รู้เกิดจะใจดีอะไรขึ้นมา อยู่ๆ ก็บริจาคเครื่อง server ของตัวเองให้ชุมชน KDE ใช้ซะงั้น

เครื่อง server ที่บริจาคนี้มีชื่อว่า kundong โดยตัวเครื่องตั้งอยู่ที่สำนักงานของ Canonical ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (ดังนั้นรับประกันว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีจากพนักงานของ Canonical) สเปกเบื้องต้นมี 8 CPU cores, 6 GB RAM และ hard disk 130 GB ซึ่ง hard disk นี้ใส่เพิ่มได้อีก หากชุมชน KDE ต้องการใช้เพิ่ม (ระบบปฏิบัติการที่ใช้นี่ไม่ได้บอกแฮะ แต่คงเดาๆ กันได้ว่าต้องเป็น Ubuntu ไม่ก็ Linux สักตัว)

Tom Albers หนึ่งใน Sysadmin ของ KDE บอกว่า server นี้จะช่วยให้ KDE ขยายบริการได้เพิ่มมากขึ้น รับรองนักพัฒนาของ KDE ได้มากขึ้น และเร็วขึ้น

This machine will make it possible to expand the services we provide to KDE contributors even more, combined with the speed and power to improve some of our current services

โดยส่วนบริการแรกๆ ที่จะย้ายไปฝากอยู่บน kundong ได้แก่ TechBase, UserBase และ Community wikis

ที่มา http://www.h-online.com/open/news/item/Canonical-donates-server-to-KDE-Community-1150163.html

WebKit RULES!

WebKit คือ ตัว layout rendering engine ของ web browser ชื่อดังหลายค่ายๆ เช่น Safari ของ Apple, Chrome ของ Google เป็นต้น ต้นกำเนิดของ WebKit มีมาจาก KHTML ซึ่งเป็น rendering engine หลักดั้งเดิมของ “Konqueror” browser ใน KDE (ผมไม่เรียก Konqueror ว่าเป็น web browser นะครับ มันเป็นมากกว่า web browser + file browser รวมกันด้วยซ้ำ อันนี้เป็นสไตล์ของ KDE เค้า – “ยัดมันลงไปทุกอย่าง ไม่ต้องสนว่าใครจะใช้” :-P) ต่อมา Apple หยิบ KHTML ไปพัฒนาต่อ หลังจากนั้น Google, Nokia ก็ตามมาช่วยพัฒนา (ต้องขอบคุณ Appke ที่เปิด WebKit เป็น Open Source) และเอาไปใส่ใน web browser ของตัวเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า WebKit มันเล็กและเร็ว

ตอนนี้ WebKit ก็กลายเป็น rendering engine ชั้นนำที่เทียบเท่ารุ่นพี่อย่าง Gecko ของ Mozilla และ Trident ของ Microsoft ไปแล้ว แม้แต่ KDE ก็หันมาใส่ WebKit เป็นตัวเลือกของ Konqueror แทน KHTML ตั้งแต่ KDE 4.1 แต่รู้สึกว่าคราวนั้นจะอยู่ในระดับ developer builds ต้องคอมไพล์กันเอาเอง มากระทั่ง KDE 4.5 จึงสนับสนุน WebKit มากขึ้น เกือบๆ จะเต็มตัวแล้ว (เรื่องชื่อ KDEนี่จะเรียกว่า KDE Software Compilation หรือ “KDE SC” ตามแบบใหม่ก็ได้ แต่ผมชินกับคำว่า “KDE” มากกว่า)

หลายคนคงข้องใจว่า Konqueror เปลี่ยนมาใช้ WebKit แล้วมันจะเร็วขึ้นแค่ไหน (แต่เรื่องเร็วขึ้นนี่ เชื่อว่าทุกคนคงมั่นใจอยู่แล้ว) เว็บ Digitizor เลยทำการเปรียบเทียบความเร็วของ Konqueror ใน KDE 4.5 เทียบระหว่าง WebKit กับ KHTML ได้ผลดังนี้

ชัดเจนแบบไม่ต้องอธิบายกันต่อเลย Konqueror (WebKit) เร็วกว่า Konqueror (KHTML) มากมาย บางการทดสอบทิ้งห่างกันเกือบๆ 20 เท่า แถมยังเร็วกว่า Firefox 4.0 beta 2 แบบถล่มทลายด้วย

อีกหน่อยเราจะได้เห็น WebKit fork ของ Firefox มั้ยน้าา? แต่ผมว่าคงยากกก

ที่มา http://digitizor.com/2010/08/12/how-much-faster-is-konqueror-with-webkit/

digiKam จะมี Face Recognition แล้ว

หลังจาก Apple เปิดตัวฟีเจอร์ “Face” ใน iPhoto ’09 เมื่อปีที่แล้ว โปรแกรมจัดการรูปภาพชื่อดังหลายเจ้าก็ยัดฟีเจอร์ Face Recognition (การจัดการรูปภาพโดยการจดจำใบหน้าในรูปถ่าย) เข้ามากันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Picasa จากค่าย Google หรือ Windows Live Photo Gallery จาก Microsoft

ในเมื่อโปรแกรมอื่นๆ มีกันหมดแล้ว ทางฝั่ง Open Source ไม่มีบ้างก็คงจะไม่ได้ ตอนนี้นักพัฒนาจากฝั่ง KDE ที่ชื่อว่า Aditya Bhatt ได้พัฒนา library “libface” เพื่อจะเพิ่มฟีเจอร์ Face recognition เข้าไปใน digiKam (โปรแกรมจัดการรูปภาพของ KDE) ขึ้นมาแล้ว

libface จะมีตัวเลือกให้ปรับความแม่นยำได้ถึง 5 ขั้น (สังเกตจากแถบเลื่อนด้านบน) จากระดับ 1 เน้นความเร็ว จนถึงระดับ 5 ที่ให้ความแม่นยำสูงสุด แต่ก็ต้องแลกด้วยเวลาและพลังการประมวลผลที่ใช้

Aditya Bhatt ได้ประกาศลงในบล็อกว่าเขาตัดสินใจจะใส่ libkface (libface ที่ใส่ KDE wrapper ให้ KDE application เอาไปใช้ได้อย่างสะดวก) ไว้สักที่ใน kdegraphics/libs นั่นหมายความว่า ไม่เพียงแต่ digiKam เท่านั้นที่เรียกใช้ libface ได้ แต่ KDE applications อื่นๆ ก็สามารถจะเรียกใช้ library ตัวนี้ได้เช่นกัน (ผมหวังว่า GNOME apps ก็คงใช้ได้เช่นกัน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็ต้องมีคนทำให้มันใช้ได้สักวันแน่นอน นี่แหละธรรมชาติ Open Source)

ที่มา http://www.omgubuntu.co.uk/2010/06/face-recognition-auto-tagging-coming-to.html

ป.ล. ผมเอารูปในเนื้อหามาจากบล็อกของ Aditya Bhatt แต่มันไม่ใช่หน้าของ Aditya นะ 😛

KDE 3.5 forked แล้ว

หลังจากที่ KDE ก้าวสู่ยุคของ KDE 4 อย่างเต็มตัว KDE สาย 3.5.x ก็แทบจะถูกนักพัฒนาทอดทิ้งไม่มีใครเหลียวแล แม้ว่าผู้ใช้บางคนจะยังยึดติดอยู่กับ KDE 3.5 ก็ตาม บาง distro ที่ออกใหม่ๆ ที่ยังใช้ KDE 3.5 ก็มี

และในที่สุด บริษัท Pearson Computing (ชื่อเหมือนสำนักพิมพ์ แต่คงไม่เกี่ยวข้องกัน บริษัทนี้น่าจะทำเกี่ยวกับ Open Source Software มากกว่า) ก็ได้ประกาศ fork KDE 3.5.x ภายใต้ชื่อโค้ดเนม “Trinity” โดยจะพัฒนาต่อจาก KDE 3.5.10 ซึ่งเป็น KDE 3.5 ตัวสุดท้าย (ออกเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2008) ดังนั้นเลขรหัสรุ่นก็จะเป็น KDE 3.5.11 ต่อไปเลย

ดู Announcement ได้จากหน้าเว็บของโครงการ http://trinity.pearsoncomputing.net/ มีอธิบายขั้นตอนการติดตั้งทั้งจาก SVN และ Launchpad PPA (สำหรับคนที่ใช้ Ubuntu, Kubuntu) ด้วย

หากอยากดู Screenshot ก็ดูได้จาก http://www.itlure.com/2010/05/trinity-project-picks-up-where-kde-3510.html