กระแสศรัทธาธรรมกายพิสูจน์ว่าผมถูกครึ่งหนึ่ง กระแสเกลียดธรรมกายพิสูจน์อีกครึ่ง

กระแสศรัทธาธรรมกายพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมพูดถูกครึ่งหนึ่ง – เรื่องความงมงาย

กระแสเกลียดธรรมกายแบบเข้าไส้ แบบโอเว่อร์ (อย่างที่เห็นกันในกรณีการด่า โน้ส อุดม) พิสูจน์อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ – ปัญหาของความงมงายในครึ่งแรกเกิดจากตัวโครงสร้างและสถานะของศาสนาเอง

นอกจากเรื่องความไม่สะดวกในการเดินทางเล็กๆ น้อยๆ แล้ว คนพุทธก็ติเตียนธรรมกายด้วยเหตุผลอย่างเดียว นั่นคือ หลักคำสอนของธรรมกายไม่ตรงกับหลักคำสอนของศาสนาพุทธ ‘แท้ๆ’

ไหนอ้างกันนักหนิครับ religious rights หนะ สิทธิในการนับถือศาสนาอะไรต่อมิอะไร หรือว่า religious rights นี่มันให้กันได้แต่เฉพาะศาสนาที่ตัวเองนับถือ

ผมไม่ได้ปกป้องธรรมกายนะ สำหรับผมมันก็แค่ความเชื่องมงายอีกชุด แต่ถ้าให้ผมเป็นประเภท “พอด่าธรรมกายงมงายด่าได้ แต่พอเจอคนบอกสิทธัตถะเป็นคนที่ตายไปสองพันกว่าปี แล้วจะเป็นจะตาย” ผมคิดว่าคงไม่ใช่แล้วอะ Read more of this post

Advertisements

“สถานะอภิสิทธิ์ของศาสนา”: Elephant in the room

บอกตรงๆ ผมให้เครดิตเว็บ/เพจ parody บางอันมากกว่าเว็บ/เพจที่ตั้ง(หรือทำท่าว่ามี)นโยบาย ‘วิจารณ์’ พระเซเล็บหรือศาสนาส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

มันไม่ใช่เรื่องว่า ผมชอบอ่านอะไรขำๆ หรือว่าเพจ parody มันเข้าถึงคนอ่าน(คอเดียวกัน)ได้ง่าย ไม่ค่อยซับซ้อน (เรื่องไม่ซับซ้อนนี่ก็ไม่เสนอไป ผมเห็น parody บางอัน ‘ลึกซึ้ง’ แบบระดับที่ผมนึกไม่ถึงก็มี)

มันเป็นเรื่องของประเด็นใหญ่ที่ผมคิดว่าสำคัญมาก —- มากระดับที่เป็นใจกลางของปัญหาของสถานะของศาสนาเลย

ทำไมพอเว็บดังๆ วิจารณ์ความไร้สาระของคนอื่น ถึงใช้คำพูดและน้ำเสียงล้อเลียนได้อย่างสนุกสนาน หรือแดกดันแบบเจ็บๆ

แต่พอความไร้สาระของ “พระ” หรือมีเรื่องเกี่ยวพันกับศาสนากลับใช้คำพูดและน้ำเสียงอีกแบบ น้ำเสียงที่นอบน้อมอารมณ์ว่าอ่านไปผมนึกออกแต่ภาพเข้าไปกราบเถียง

ปัญหาจริงๆ มันคือ “สถานะอภิสิทธิ์ของศาสนา” ไม่ใช่เหรอ? Read more of this post

การนับถือศาสนา คือ benevolent hypocrisy

อ่าน The Better Angels of Our Nature ไปได้นิดหน่อย ยังไม่จบเลย

แต่สะดุดใจตรงข้อสังเกตของ Steven Pinker ที่บอกว่า คนที่พร่ำบอกว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีนั้นคือ “hypocrisy” ทั้งนั้น แต่เป็น benevolent hypocrisy

คุณไม่ใด้เชื่อและศรัทธาในศาสนาจริงๆ หรอก ไม่ว่าศาสนาไหนก็ตาม

ตัวอย่าง:

ทุกวันนี้มีคนคริสต์และอิสลามสติดีที่ไหนบ้างที่จะจับคนที่ไม่นับถือพระเจ้าเผาทั้งเป็น หรือฆ่าลูกเมียญาติพี่น้องเพื่อสังเวยพระเจ้า

หรือทุกวันนี้คนพุทธมีคนไหนบ้างจะชื่นชมหากมีคน’ใจบุญ’ยกลูกเมียให้ไปเป็นทาส [ตัวอย่างพุทธนี่ผมยกเองนะ แต่ตัวอย่างของคริสต์นี่มาจากในหนังสือ]

ความจริงคือคนเราเชื่อและยินดีจะปฏิบัติตามศีลธรรม/จริยธรรมอยู่แล้ว

แต่สิ่งสำคัญคือมาตรฐานศีลธรรม/จริยธรรมในแต่ละยุคนั้นไม่เหมือนกัน และมันมีการพัฒนาไปในแนวโน้มที่ลดความรุนแรงเสมอ

ไม่เป็นความจริงเลยที่คนเราชอบบ่นว่าสมัยนี้ศีลธรรมตกต่ำลงทุกวัน (โดยเฉพาะคนที่ชอบให้เหตุผลว่าศีลธรรมตกต่ำเพราะคนหันหลังให้ศาสนา)

ความจริงคือสังคมมนุษย์ก้าวหน้าขึ้นทั้งทางด้านวัตถุและศีลธรรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

เรารู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นไม่ใช่ bot

เรารู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นๆ ในโลกนี้ (นอกจากตัวเรา) เป็นมนุษย์เหมือนเรา ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ (inanimate)

อย่างตอนนี้ ผมจะรู้ได้อย่างไรว่า ‘เพื่อน’ ใน Friend list ทั้งหมดของผมไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรสักอย่างที่ Facebook ทำขึ้นมาให้มี interaction กับผม เช่นเดียวกันคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมไม่ใช่

หรือว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้วที่ชอบไปเที่ยวใส่’ความรู้สึกเป็นตัวตน’ให้กับสิ่งต่างๆ รอบตัว?

มีงานวิจัยที่หนูทดลองช่วยเพื่อนหนูของมันให้พ้นอันตราย (การทดลองนี้เป็นข่าวในหลายเว็บเช่น http://www.wired.com/wiredscience/2011/12/rat-empathy/all/1) ไม่ว่าหนูจะมีสำนึกในระดับจิตสำนึกหรือไม่ แต่นั่นแสดงว่าหนูรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เพื่อนได้รับ ความต้องการที่เพื่อนมี และตอบสนองเพื่อให้เพื่อนได้รับ’ความพ้นจากทุกข์’ หรือ ‘ความสุข’ราวกับเป็นสิ่งที่ตัวเองจะทำเมื่อได้รับประสบการณ์เดียวกัน

หากว่าการพัฒนาสมองและการคิดของมนุษย์ (และพวก hominid) เพิ่มระดับการใส่ “ความเป็นตัวตน” อันนี้ให้กว้างขึ้น จากเพื่อนร่วม clan ไปสู่มนุษย์คนอื่นๆ

มันมีผลดีก็ตรงทำให้พฤติกรรม altruism มีโอกาสเกิดมากขึ้น สังคมจึง’พร้อม’ที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น (ในระดับที่เกินกว่าอิทธิพลของ kin selection และ inclusive fitness จะใช้อธิบายได้)

และมันก็จะต่อเลยไปจนถึงสิ่งต่างๆ รวมถึงอะไรๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย เป็นการจินตนาการถึง agent ที่เป็น actor ที่สามารถมีอิทธิพลเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมได้ตามสำนึก ให้เป็น ordered หรือ disordered ก็ได้ (รู้สึกทางจิตวิทยาและปรัชญาจะเรียกว่า agent นะ ถ้าจำไม่ผิด)

การสร้าง agent ขึ้นมา ก็ยิ่งส่ง feedback เข้าไปในการควบคุมพฤติกรรม altruism อีกรอบ (มีคนเฝ้ามองตลอดเวลา คนที่จะให้รางวัลและลงโทษต่อพฤติกรรมต่างๆ)

แล้วถ้า by-product ของ agent เหล่านี้ นำไปสู่ ‘การเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ’ หละ มันก็กลายเป็น proto-religion ใช่หรือไม่?

agent ยังช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ feedback เข้าไปในด้านความเชื่อถือของตัว agent เอง และยังช่วยในแง่ของการอยู่รอดมนุษย์ในทางอ้อมอีก (พอรู้ว่ามี agent ดลบันดาลทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ก็จะมีความระแวงภัยเพิ่มขึ้นและหาแนวโน้มในการทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า)

proto-religion ในสภาพแรกๆ จึงเป็นผลของการรวมความสามารถเสมือนของ agent เหนือธรรมชาติ เหนือการควบคุมของเรา ในฐานะที่เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมและการอธิบายธรรมชาติ

agent ของศาสนาในยุคแรกๆ ก็คงมีสภาพเป็น imitate ของมนุษย์ที่มีอำนาจมากกว่า ต่อมาก็เริ่มพัฒนาเป็น omnipotent being มากขึ้นเรื่อยๆ
(ตรงนี้พุทธศาสนาและศาสนา atheistic อื่นๆ ก้าวหน้าเข้าไปใหญ่จนถึงกระทั่งผสานรวม agent เข้าไปเป็น fabric ของธรรมชาติเลย ประมาณว่าในรูปของจิตวิญญาณ)

ถ้าดูตามมุมนี้ก็จะเห็นว่าศาสนากับจริยธรรมกับการเข้าใจความจริงตามธรรมชาติไม่ใช่ของเดียวกัน แต่เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาพร้อมกัน และมี feedback สู่กันและกันโดยตลอด

แล้วการคิดตามหลักเหตผุลโดยไม่พึ่งคำอธิบายแบบเหนือธรรมชาติ (ซึ่งนำไปสู่การกำเนิดของปรัชญาต่างๆ และวิทยาศาสตร์) มันโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร? มีช่องไหนให้มันโผล่ขึ้นมาจากสังคมยุคบุพกาลของเรา?

คิดต่อไป…

วิทยาศาสตร์ไม่จริง ก็ไม่ได้แปลว่าศาสนาถูกต้องมากขึ้น

เพิ่งจะระลึกได้ว่าแปลกใจที่เวลาเถียงกันเรื่อง วิทยาศาสตร์ vs ศาสนา (ทั้งที่ความจริง ผมก็ไม่ได้อยากเถียงเข้าประเด็นนี้สักเท่าไร ประเด็นที่ผมต้องการคือหากมนุษย์จะก้าวหน้าได้ เราต้องเลิกระบบที่เอาศรัทธานำหน้าเหตุผล) พวกเหล่าผู้ศรัทธาในศาสนาจะชอบยก argument เดิมๆ ว่า

“วิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงเชื่อไม่ได้/ไม่จริง/ไม่ถูกเสมอไป”

แล้วผมก็มักเถียงกลับไปว่า “เพราะที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มันเปลี่ยนแปลงได้นี่แหละ เป็นสิ่งที่ทำให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าและน่าเชื่อถือ” ต่อด้วยการยกบุญคุณของเทคโนโลยีจากวิทยาศาสตร์อีกสักสองสามอันขึ้นมา
(ผมหวังว่าพวกสาวกศาสนาก็คงเบื่อๆ แนว ‘ทวงบุญคุณ’ แบบนี้เหมือนกัน ผมยกเองยังเบื่อๆ เลย)

อีกอย่างที่สำคัญ (แต่ไม่ใช่ประเด็นในที่นี้เท่าไร) คือ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ตัว ‘วิทยาศาสตร์’ มันเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่างหากที่เปลี่ยนแปลง วิทยาศาสตร์ก็ยังคงเป็น enterprise ที่ยืนอยู่บนหลักของเหตุผลและผลการทดลองที่พิสูจน์ได้เหมือนเดิมชั่วนาตาปี

พอดีเมื่อกี้ได้ไปอ่านบทความด่า Reason Rally ของ Fox News http://www.foxnews.com/opinion/2012/03/24/why-reason-rally-is-unreasonable/ (ซึ่งด่าได้งี่เง่ามาก) เลยเกิดแวบ “อ้าว กูลืมได้ไงวะ” นึกขึ้นมาได้ว่า

“คือต่อให้วิทยาศาสตร์มันผิด มันไม่น่าเชื่อถือ ใช้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานราก ระบบการหาความจริงแบบมีเหตุผลและการทดลองเป็นเรื่องลวงตาตอแหลทั้งหมด

**แล้วมันจะไปทำให้ศาสนามีคุณค่าของความจริงเพิ่มขึ้นได้อย่างไร มันเกี่ยวกันตรงไหน?**”

เอ๊ะ คิดอีกที
หรือการยก argument นี้ของสาวกศาสนาจะเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวสาวกศาสนาเองนั่นแหละที่เป็นฝ่าย’รู้สึก’ว่าศรัทธาของตนโดนสั่นคลอนจากวิทยาศาสตร์

อย่างนี้มันก็เป็นตัวอย่างสนับสนุนแนวคิดของผมเรื่องปัญหาของตัวศาสนาเองหนะสิ https://akedemo.wordpress.com/2012/02/26/fate-of-religion/ (เข้าข้างตัวเองไปป่าว?)