Growing Up in the Universe

 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมได้ดู Royal Institution Christmas Lecture ปี 1991 “Growing Up in the Universe” ในองค์เสด็จพ่อ Richard Dawkins จบ 5 ตอนแล้วอึ้งมากๆ

เหตุผลที่อึ้งนี่คือ ความพยายามในการเตรียมการบรรยายทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาให้เด็กๆ เยาวชนของเขาฟัง

ของประกอบนี่เต็มไปหมด มีทั้งกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน, หุ่นยนต์, คอมพิวเตอร์ (อย่าลืมว่ามันเป็นของเมื่อ 20 ปีที่แล้วนะ คอมพิวเตอร์ที่มี GUI มีเมาส์เพิ่งจะมีไม่นาน), คลิปวิดีโอ, สัตว์ตัวเป็นๆ ฯลฯ ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาที่อัดแน่นและกลั่นกรองแล้วอย่างดีโดยองค์เสด็จพ่อ Dawkins

ตอนยกตัวอย่างภาพถ่าย MRI (เทคโนโลยีที่ใหม่มากๆ ในสมัยนั้น) ผมตะลึงมากที่เสด็จพ่อ Dawkins ตรัสว่า “ไปถ่ายภาพ MRI ไว้ตั้งแต่ตอนต้นปีเพื่อ lecture นี้โดยเฉพาะ” แสดงว่าการบรรยายนี้ต้องมีการเตรียมงานอย่างต่ำๆ ก็ 1 ปี และดูจากอุปกรณ์ที่ใช้ก็น่าจะลงทุนเป็นเงินหลายหลักอยู่

Royal Institution Christmas Lecture นี่มีเป็นธรรมเนียมทุกปี เชิญนักวิทยาศาสตร์ระดับบิ๊กๆ มาพูดทั้งนั้น (คนริเริ่มความคิดนี้คือ Michael Faraday) และถ่ายทอดสดทาง BBC ด้วย

ทั้งหมดนี้กลุ่มเป้าหมายหลักคือเพื่อเด็กและเยาวชนจริงๆ

ผมคิดว่าคลิปนี้น่าจะแชร์ตรงนี้ได้โดยไม่มีปัญหานะ เพราะอยู่ใน official youtube channel แห่งสำนักพระอาศรมองค์เสด็จพ่อ Dawkins เองเลย

——

คนไทยที่ชอบบ่นว่าประเทศเราไม่พัฒนาทางวิทยาศาสตร์สักที เลิกบ่นเหอะ หันไปดูบ้างว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเขาลงทุนเพื่อการปลูกฝังการศึกษาให้เด็กๆ ขนาดไหน แล้วหันมาดูประเทศ ดูตัวเองบ้าง

ฝันไปเถอะว่าประเทศที่ทีวีร่วมใจกันถ่ายทอดงานไร้สาระ พิธีโบราณงมงายกันทุกช่องแบบไม่ลืมหูลืมตา มันจะเจริญได้ (วันที่ 9 พ.ค. ปีนี้ ตรงกับวันพืชมงคลพอดี ผมเลยอดนึกถึงประเด็นนี้ไม่ได้)

ฝันไปเถอะถ้าแค่จะซื้อแท็บเล็ตให้เด็กๆ ใด้ใช้ ยังมีคนค้านบ่นกระปิดกระปอดเสียดายเงิน (ทั้งที่ไอ้พวกพิธีข้างต้นนี่ใช้ภาษีเป็นร้อยๆ พันๆ ล้านไม่เคยบ่น) แต่ตอนนี้คงเลิกบ่นแล้วมั้ง เพราะข้างในแท็บเล็ตก็มีโปรแกรมป้อนความซาบซึ้งอยู่เต็มเอี้ยด

ป.ล. เนื้อหาใน lecture นี้ องค์พ่อ Dawkins ได้เรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ Climbing Mount Improbable ด้วย (ชื่อเดียวกับ Ep. 3 ของ Lecture)

วิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth…. แล้วไง?

ความเห็นน่ารำคาญประเภท “ทฤษฎีวิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth ไม่ใช่ absolute truth ดังนั้นจึงใช้มาเป็นหลักเดียวในการเข้าใจธรรมชาติไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์ต้องยอมรับปรัชญา/ศาสนา XYZ ด้วย” มันไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักปรัชญาผู้เชี่ยวชาญอะไรขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามมันสะท้อนว่าคนพูดไม่เข้าใจแม้กระทั่งการใช้คำว่า ‘theory หรือ ทฤษฎี’ ในทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ

ในความหมายทั่วไป theory อาจจะหมายถึงคำอธิบายอะไรก็ได้แล้วแต่จะจินตนาการเอา ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานประกอบ

แต่ในทางวิทยาศาสตร์ theory มันคือคำอธิบายปรากฏการณ์ที่เรียบเรียงมาจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถสร้างสมมติฐานที่อิงจาก theory นั้นๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นด้วยผลการทดลองได้ว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

scientific theory ที่ได้รับการยอมรับทุกอันจำเป็นต้องมี “หลักฐาน” รองรับอย่าง consistently

theory จึงถือเป็น status สูงสุดเท่าที่คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อันหนึ่งๆ จะเป็นได้

ถ้า theory เดิมจะต้องเปลี่ยนหรือแก้ไข นั่นก็คือมี theory ใหม่ที่อธิบายปรากฏการณ์ได้’ดี’กว่า (ส่วนใหญ่ theory ใหม่ที่เข้ามาแทนอันเก่าได้จะมีลักษณะที่เป็น fundamental มากกว่า นั่นคือสามารถอธิบายธรรมชาติได้ในระดับมูลฐานมากขึ้น ซึ่งก็มาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลานั่นเอง)

ถ้าใครคิดว่า วิทยาศาสตร์เป็นแค่ relative truth เราควรใช้ “ความจริง” แบบอื่นอธิบายโลกไปควบคู่กัน พรุ่งนี้ก็ลองทดสอบไปกระโดดจากดาดฟ้าตึก 10 ชั้นดูสิครับ บางทีอาจจะได้รู้ว่าอะไรคือ relative truth และ absolute truth คืออะไร

มั่นใจสิครับ ไม่ต้องกลัว มันก็แค่ relative truth หนิ นีโอในหนัง Matrix ยังบินได้เลย

การเป็นฝรั่งเศสคือความผิดอีกอย่างของ Jean-Baptiste Lamarck?

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมอ่านเจอจากหนังสือ Evolution ของ Futuyma ว่า สาเหตุหนึ่งที่แนวคิด inheritance of acquired characteristics ของ Jean-Baptiste Lamarck ไม่ได้รับการยอมรับ นอกจากเรื่องของ paradigm เดิมที่คิดว่าสิ่งมีชีวิตไม่เปลี่ยนแปลงและจุดอ่อนของทฤษฎีที่อธิบายอะไรไม่ค่อยได้เองแล้ว อีกอย่างเป็นเพราะว่า Lamarck เป็นคนฝรั่งเศส กลิ่นควันจากปฏิวัติฝรั่งเศสและ Reign of Terror ที่ยังไม่จางหายทำให้แนวคิดอะไรก็ตามที่แปะป้ายว่ามาจากฝรั่งเศส จะถูกตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนจากวงการวิทยาศาสตร์ยุโรป

ถ้าจริง ชีวิต Lamarck นี่น่าสงสารกว่าที่ผมคิดไปอีกหนึ่งขั้น อุตส่าห์เป็นคนแรกๆ ที่จับทางวิวัฒนาการได้แล้วว่ามันต้องเป็นกลไกที่อธิบายได้ด้วยกระบวนการธรรมชาติอย่างสากล แต่ดันคิดคำตอบผิด แล้วก็ผิดไปไกลเลย

Lamarck นี่ไม่ได้ผิดแค่เรื่อง “ใช้-ไม่ใช้” อย่างที่หลายคนเข้าใจนะ (เรื่องใช้-ไม่ใช้นี่โดนการทดลอง “ตัดหางหนู” ของ August Weismann ตีตกแบบหน้าแหกเลย)

ส่วนสำคัญหลักที่ผิดแบบสุดๆ ในแนวคิด “วิวัฒนาการ” ของ Lamarck (ตอนนั้นยังไม่ใช้คำว่าวิวัฒนาการ) คือเรื่องของการจัดสิ่งมีชีวิตลำดับขั้นสูง-ต่ำตามขั้นบันไดของวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นการยึดติดกับแนวคิด Great Ladder of Beings อยู่ (เป็นแนวคิดแบบเดิมๆ ที่ตกค้างมาตั้งแต่สมัย Plato และ Aristotle แล้วก็ถูกผนวกรวมเข้ามาในคติศาสนาคริสต์) และเขาก็ใช้หลักการ use-disuse และ inheritance of acquired characteristics มาอธิบายการเกิดของ Great Ladder อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ตรงนี้ต่างจาก Tree of Life ที่ Charles Darwin เสนออย่างที่เข้ากันไม่ได้เลย

บทสัมภาษณ์ของ Marcus du Sautoy ผู้สืบทอดตำแหน่งของ Richard Dawkins

น่าขำอยู่เหมือนกัน นี่ถ้าผมไม่ได้ไปค้น New Scientist หาบทความมาให้คนในโพสต์นี้ที่ jusci http://jusci.net/node/2518#comment-10180 ผมก็คงไม่เจอบทสัมภาษณ์ของ Marcus du Sautoy และก็คงไม่รู้ว่าเขาเป็นคนรับไม้ต่อตำแหน่ง Charles Simonyi Professor for the Public Understanding of Science จาก Richard Dawkins

ผมรับรู้แค่ว่า Richard Dawkins เกษียณตั้งแต่ปลายปี 2008 แต่ไม่ได้สนใจว่าใครมารับตำแหน่งแทนเขา ความจริงผมนึกไปเองด้วยซ้ำว่าตำแหน่ง Simonyi Professorship จบที่ Dawkins คนเดียว เพราะคิดว่า Charles Simonyi (นายทุนผู้สนับสนุนตำแหน่งนี้) เสนอตำแหน่งนี้ให้ Richard Dawkins โดยเฉพาะ

ผมสแกนบทสัมภาษณ์ของ Marcus du Sautoy ไว้ที่นี่ https://www.box.com/s/14799468f8803017ed70

น่าสนใจมากที่ du Sautoy ก็เป็น atheist เหมือน Dawkins แต่ดูจากทีท่าแล้ว du Sautoy คงไม่วางตัวเองไว้ในตำแหน่งที่เผชิญหน้าเท่า Dawkins

ที่สำคัญคือตัว du Sautoy เองก็เป็นนักคณิตศาสตร์อยู่แล้ว ไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องไปเผชิญขัดแย้งโดยตรงเหมือนกับ Dawkins ในประเด็น Evolution vs Creationism ก็เป็นไปได้อยู่ว่า du Sautoy คงจะทำได้อย่างที่เขาตั้งใจ เท่าที่ผมดูมาก็ยังไม่เห็น du Sautoy มีปัญหาอะไรกับพวกศาสนามาก (ผมดูสารคดีของ du Sautoy หลายอันเลยนะ แต่ไม่รู้เรื่องตำแหน่ง Simonyi Professorship นี่ไงที่น่าขำ)

เรารู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นไม่ใช่ bot

เรารู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นๆ ในโลกนี้ (นอกจากตัวเรา) เป็นมนุษย์เหมือนเรา ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ (inanimate)

อย่างตอนนี้ ผมจะรู้ได้อย่างไรว่า ‘เพื่อน’ ใน Friend list ทั้งหมดของผมไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรสักอย่างที่ Facebook ทำขึ้นมาให้มี interaction กับผม เช่นเดียวกันคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมไม่ใช่

หรือว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้วที่ชอบไปเที่ยวใส่’ความรู้สึกเป็นตัวตน’ให้กับสิ่งต่างๆ รอบตัว?

มีงานวิจัยที่หนูทดลองช่วยเพื่อนหนูของมันให้พ้นอันตราย (การทดลองนี้เป็นข่าวในหลายเว็บเช่น http://www.wired.com/wiredscience/2011/12/rat-empathy/all/1) ไม่ว่าหนูจะมีสำนึกในระดับจิตสำนึกหรือไม่ แต่นั่นแสดงว่าหนูรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เพื่อนได้รับ ความต้องการที่เพื่อนมี และตอบสนองเพื่อให้เพื่อนได้รับ’ความพ้นจากทุกข์’ หรือ ‘ความสุข’ราวกับเป็นสิ่งที่ตัวเองจะทำเมื่อได้รับประสบการณ์เดียวกัน

หากว่าการพัฒนาสมองและการคิดของมนุษย์ (และพวก hominid) เพิ่มระดับการใส่ “ความเป็นตัวตน” อันนี้ให้กว้างขึ้น จากเพื่อนร่วม clan ไปสู่มนุษย์คนอื่นๆ

มันมีผลดีก็ตรงทำให้พฤติกรรม altruism มีโอกาสเกิดมากขึ้น สังคมจึง’พร้อม’ที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น (ในระดับที่เกินกว่าอิทธิพลของ kin selection และ inclusive fitness จะใช้อธิบายได้)

และมันก็จะต่อเลยไปจนถึงสิ่งต่างๆ รวมถึงอะไรๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย เป็นการจินตนาการถึง agent ที่เป็น actor ที่สามารถมีอิทธิพลเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมได้ตามสำนึก ให้เป็น ordered หรือ disordered ก็ได้ (รู้สึกทางจิตวิทยาและปรัชญาจะเรียกว่า agent นะ ถ้าจำไม่ผิด)

การสร้าง agent ขึ้นมา ก็ยิ่งส่ง feedback เข้าไปในการควบคุมพฤติกรรม altruism อีกรอบ (มีคนเฝ้ามองตลอดเวลา คนที่จะให้รางวัลและลงโทษต่อพฤติกรรมต่างๆ)

แล้วถ้า by-product ของ agent เหล่านี้ นำไปสู่ ‘การเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ’ หละ มันก็กลายเป็น proto-religion ใช่หรือไม่?

agent ยังช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ feedback เข้าไปในด้านความเชื่อถือของตัว agent เอง และยังช่วยในแง่ของการอยู่รอดมนุษย์ในทางอ้อมอีก (พอรู้ว่ามี agent ดลบันดาลทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ก็จะมีความระแวงภัยเพิ่มขึ้นและหาแนวโน้มในการทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า)

proto-religion ในสภาพแรกๆ จึงเป็นผลของการรวมความสามารถเสมือนของ agent เหนือธรรมชาติ เหนือการควบคุมของเรา ในฐานะที่เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมและการอธิบายธรรมชาติ

agent ของศาสนาในยุคแรกๆ ก็คงมีสภาพเป็น imitate ของมนุษย์ที่มีอำนาจมากกว่า ต่อมาก็เริ่มพัฒนาเป็น omnipotent being มากขึ้นเรื่อยๆ
(ตรงนี้พุทธศาสนาและศาสนา atheistic อื่นๆ ก้าวหน้าเข้าไปใหญ่จนถึงกระทั่งผสานรวม agent เข้าไปเป็น fabric ของธรรมชาติเลย ประมาณว่าในรูปของจิตวิญญาณ)

ถ้าดูตามมุมนี้ก็จะเห็นว่าศาสนากับจริยธรรมกับการเข้าใจความจริงตามธรรมชาติไม่ใช่ของเดียวกัน แต่เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาพร้อมกัน และมี feedback สู่กันและกันโดยตลอด

แล้วการคิดตามหลักเหตผุลโดยไม่พึ่งคำอธิบายแบบเหนือธรรมชาติ (ซึ่งนำไปสู่การกำเนิดของปรัชญาต่างๆ และวิทยาศาสตร์) มันโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร? มีช่องไหนให้มันโผล่ขึ้นมาจากสังคมยุคบุพกาลของเรา?

คิดต่อไป…