การเซฟ mp3 จาก Youtube ด้วย Video DownloadHelper ใน Ubuntu

Video DownloadHelper เป็น add-on ใน Firefox ซึ่งช่วยให้เราดึงวิดีโอที่ฝังเป็น Flash (หรือฝังในรูปแบบอื่นที่สนับสนุน) จากเว็บแชร์วิดีโอ เช่น Youtube ได้อย่างง่ายๆ

ฟีเจอร์อันหนึ่งที่แถมมาใน Video DownloadHelper คือ “convert file” ทำให้เราสามารถแปลงฟอร์แมตไฟล์มีเดียที่ดาวน์โหลดโดยอัตโนมัติทันทีหลังจากดาวน์โหลดเสร็จ

แต่ว่า Ubuntu ไม่ได้แถมพวก proprietary codecs มาให้โดย default ฉะนั้นหากต้องการแปลงไฟล์เป็นฟอร์แมตยอดนิยมต่างๆ เช่น .mp3 ฯลฯ เราก็ต้องลง codecs เพิ่ม Video DownloadHelper สนับสนุนเครื่องมือ encoder/decoder หลายตัว เช่น ffmpeg, Mencoder แต่เนื่องจากผมชอบ ffmpeg (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ผมรู้สึกไปเองว่า ffmpeg มีแพคเกจในการติดตั้งน้อยกว่า)

1. เปิด Synaptic หรือ จะใช้ apt-get ก็ได้ ติดตั้งแพคเกจที่ชื่อว่า “ffmpeg” และ “libavcodec-extra-53” (ผมไม่แน่ใจตัวเลขข้างหลังนะ แต่เอาเป็นว่ามองหา libavcodec-extra-.. เอาแล้วกัน)

sudo apt-get install ffmpeg libavcodec-extra-53

2. ติดตั้ง Video DownloadHelper ใน Firefox โดยจะค้นหาเอาเอง หรือ ไปที่ addons.mozilla.org/en-US/firefox/addon/video-downloadhelper/ ก็ได้ หลังจากติดตั้งก็ต้องรีสตาร์ต Firefox หนึ่งรอบตามธรรมเนียม

3. เมื่อเปิด Firefox ขึ้นมาใหม่ ก็จะปรากฏ icon ของ Video DownloadHelper อยู่ตรงด้านขวาของ URL bar คลิกขวาที่ icon นั้นแล้วเลือก Preferences

dwh-pref

4. ในหน้าต่าง Preferences ของ Video DownloadHelper ให้เลือกแท็บ Conversion คลิกเลือกติ๊กเปิดให้เป็น “conversion enabled” จากนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่าช่อง converter ได้เลือกเป็น ffmpeg หรือเครื่องมือ encoder/decoder ตัวที่ต้องการแล้ว (ตามปกติ Video DownloadHelper จะตรวจเครื่องมือที่ติดตั้งในระบบและเลือกให้เองโดยอัตโนมัติ)

dwh-convert

5. ลองทดสอบโดยเข้าไปดาวน์โหลดเพลงจากเว็บ Youtube หรือเว็บแชร์วิดีโออื่นๆ (Youtube จะง่ายที่สุด เพราะ Video DownloadHelper เสมือนว่าแทบจะสร้างมาเพื่อดาวน์โหลดวิดีโอจาก Youtube โดยเฉพาะเลย) กดเลือกเมนู drop-down ตรง icon ของ Video DownloadHelper

dwh-youtube

นั่นแหละ เลือก Download & Convert ก็จะมีกล่องให้เราเลือกฟอร์แมตที่ต้องการเซฟตามใจชอบ (นอกจากนี้ก็ยังมีตัวเลือกให้ปรับแต่งอย่างละเอียดสำหรับ advanced user ด้วย) เท่านี้ก็เรียบร้อย

ป.ล. ผมพยายามเลือกดาวน์โหลดแต่เพลงคลาสสิกที่เป็น public domain นะ ใครจะเอาไปดาวน์โหลดเพลงที่มีลิขสิทธิ์ ก็รับผิดชอบกันเอาเอง ผมไม่เกี่ยว

วิธีเอาปุ่ม Files และ Application ออกจาก Unity Launcher

วันนี้ผ่านไปเจอโพสต์ [How To] Make A Minimal-looking Narwhal Desktop เลยได้รู้วิธีการเอาปุ่ม Files และ Application ออกจาก Unity Launcher ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมหามานานมาก

วิธีก็ไม่ยากเท่าไร

1. เปิด Terminal พิมพ์คำสั่ง

sudo gedit /usr/share/unity/places/*.place

2. จากนั้นก็เพิ่มบรรทัดข้างล่างนี้เข้าไปใต้บรรทัดที่มีคำว่า “shortcut”

ShowEntry=false

3. เซฟไฟล์ กดปิด gedit จากนั้นก็รีสตาร์ตรอบหนึ่ง

ที่มา http://www.omgubuntu.co.uk/2011/08/how-to-minimal-narwhal-desktop/

วิธีการแทนที่คำด้วยตัวยกตัวห้อยใน LibreOffice/OpenOffice

เวลาต้องพิมพ์งานที่มีตัวยก (superscript) กับตัวห้อย (subscript) เยอะๆ นี่มันน่าหงุดหงิดสิ้นดี เช่น CO2 อะไรแบบนี้ วิธีขี้เกียจๆ หน่อยก็คือพิมพ์ CO2 ดะไปก่อน แล้วค่อยมาแก้เอาทีละตัว

แต่ใน LibreOffice/OpenOffice มีฟีเจอร์ที่ซ่อนอยู่ใน Find and Replace วิธีก็ทำได้ดังนี้

  1. ไปที่แถบเมนูด้านบน Edit > Find and Replace… จากนั้นพิมพ์คำที่ต้องการใส่ลงในช่อง Search for เช่น CO2 พอกด Find all คำที่เราต้องการก็จะถูกเลือก highlight ไว้หมด
  2. ในหน้าต่าง Find and Replace…  กดตรงปุ่ม More Options แล้วติ๊กหน้าช่อง Current selection only
  3. แก้คำในช่อง Search for ใหม่เป็นเฉพาะตัวที่เราต้องการให้เป็นตัวยกหรือตัวห้อย เช่น 2 แล้วกด Find alll เหมือนเดิม คราวนี้จะเห็นว่าตัว “2” ของ CO2 ทุกคำจะถูก highlight
  4. ในช่อง Replace with ให้พิมพ์เลข “2” ใส่ไป  คลิกที่ปุ่ม Format… ด้านล่าง ในหน้าต่าง Text Format เลือกแท็บ Position แล้วก็เลือกเลยว่าจะให้เป็นตัวยกหรือตัวห้อย (หรืออยากจะแต่งสี, ตั้งค่าตัวอักษรอื่นๆ ก็ทำได้ในหน้าต่างนี้)
  5. เสร็จแล้วก็กด Replace All ก็เป็นอันเรียบร้อย

ที่มา http://linux.aldeby.org/libreoffice-search-and-replace-with-superscript-or-subscript.html

 

การเซฟ Flash video ใน Firefox 4

เมื่อก่อนคนที่ใช้ Linux สามารถจัดเก็บ Flash video ที่เล่นใน Firefox ได้เลย จากการไปดึง cache ที่อยู่ใน /tmp มาเซฟเก็บไว้ในที่อื่น แต่หลังจากอัพเดตมาเป็น Firefox 4 วิธีนี้ทำไม่ได้แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ Firefox หรือ Adobe Flash กันแน่ที่เปลี่ยนวิธีเก็บ cache

Walter แห่ง serverlinux.blogspot.com ได้คิดวิธีใหม่ที่จะเซฟ Flash video ดังนี้

ก่อนอื่นให้เปิดเล่น Flash video อะไรสักอย่างใน Firefox (ถ้าไม่เปิดก็ไม่รู้จะเซฟ cache ที่ไหน จริงมั้ย?)

ขั้นแรกเปิด Terminal แล้วพิมพ์คำสั่ง

ps -ef | grep libflashplayer.so | grep -v grep

มันจะรายงานค่าออกมาประมาณนี้

akedemo   1738  1703  0 15:00 ?        00:00:00 /usr/lib/firefox-4.0.1/plugin-container /home/akedemo/.mozilla/plugins/libflashplayer.so -omnijar /usr/lib/firefox-4.0.1/omni.jar 1703 true plugin

สิ่งที่เราต้องสนใจคือตัวเลขในคอลัมน์ที่ 2 (ตัวที่ผมทำตัวหนาไว้ เลขนี้เปลี่ยนไปตามแต่ละคน) ให้จำค่านี้เอาไว้แล้วพิมพ์คำสั่ง

ls -la /proc/1738/fd/

(อย่าลืมเปลี่ยนตัวเลข “1738” เป็นเลขที่คุณเห็นในคำสั่งแรก

มันก็จะรายงานค่าออกมาอีกประมาณนี้


l-wx—— 1 akedemo akedemo 64 2011-05-01 15:00 16 -> /home/akedemo/.mozilla/firefox/m8l18pux.default/cert8.db
lrwx—— 1 akedemo akedemo 64 2011-05-01 15:00 17 -> /home/akedemo/.mozilla/firefox/m8l18pux.default/key3.db
lrwx—— 1 akedemo akedemo 64 2011-05-01 15:00 18 -> /tmp/FlashXXwrADgx (deleted)
lrwx—— 1 akedemo akedemo 64 2011-05-01 15:00 19 -> pipe:[50551]
lrwx—— 1 akedemo akedemo 64 2011-05-01 15:00 2 -> /home/akedemo/.xsession-errors

สิ่งที่เราต้องมองหาคือบรรทัดที่มี /tmp/Flash******** (deleted) (ที่มันมีคำว่า deleted เพราะ Flash ตัวดีมันแอบย้าย cache ไปซ่อนไว้เพื่อกันพวกเราขโมยวิดีโอนี่แหละ) จะเห็นว่าตรงข้างหน้า Flash cache ของเราจะมีตัวเลขอยู่ อย่างในกรณีตัวอย่างข้างบน คือ เลข “18”

ขั้นสุดท้ายที่เราต้องทำก็คือ copy ไฟล์ตรงหมายเลขนั้นไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยนั่นเอง

cp /proc/1738/fd/18 ~/Desktop/video.flv

แค่นี้แหละครับ เรียบร้อยแล้ว

เพื่อความสะดวก คุณ Walter ก็ได้เขียนเป็น bash script ไว้ให้แล้ว code ตามข้างล่างนี้เลยครับ

#!/bin/bash

 PID=`ps -ef | grep libflashplayer.so | grep -v grep | awk '{print $2}'`
 FD=`lsof -p $PID | grep Flash | awk '{print $4}' | sed 's/u$//'`
 cp /proc/$PID/fd/$FD "$1"

copy ไปใส่ใน Text editor แล้ว save เป็น “saveflash.sh” เวลาจะใช้ก็รันใน Terminal

sh ./saveflash.sh

ที่มา http://serverlinux.blogspot.com/2011/04/how-to-obtain-flash-videos-in-firefox-4.html

วิธีทำให้ Notification area ใช้กับทุกโปรแกรมได้เหมือนเดิมใน Ubuntu 11.04

Notification area หรือที่เรียกกันติดปากว่า systray เป็นตัวแจ้งเตือนของโปรแกรมต่างๆ ที่อยู่บนด้านขวาของ top panel

ใน Ubuntu 11.04 ที่ใช้ Unity นั้น systray ถูกกันไว้ให้สำหรับตัวแจ้งเตือนของระบบและโปรแกรมบางตัวเท่านั้น เช่น Java apps, Mumble, Wine applications, Skype, hp-systray นอกนั้นโปรแกรมอื่นๆ หมดสิทธิ์ขึ้นไปอยู่ตรงนั้น

วิธีการทำให้ Notification area กลับมาเป็นอย่างเดิม ไม่เรื่องมากอีกต่อไป ทำได้ 2 ทาง คือ

ทางแรก เป็นวิธี command line ให้เปิด Terminal แล้วพิมพ์คำสั่ง

gsettings set com.canonical.Unity.Panel systray-whitelist "['all']" 

แต่ถ้าอยากให้เปิดใช้เฉพาะบางโปรแกรมให้ใช้คำสั่ง

gsettings set com.canonical.Unity.Panel systray-whitelist "['JavaEmbeddedFrame', 'Mumble', 'Wine', 'Skype', 'hp-systray', 'YOUR_APPLICATION']"

ตรงนี้ก็ให้เปลี่ยนชื่อโปรแกรมในเครื่องหมาย […’YOUR_APPLICATION’] เป็นชื่อโปรแกรมที่ต้องการเอาเอง

ทางที่สอง คือใช้โปรแกรม dconf-editor ซึ่งมี GUI

  1. ก่อนอื่นก็ต้องลง dconf-editor (จะใช้วิธีไหนก็แล้วแต่)
  2. เมื่อลงเสร็จ ให้เปิดโปรแกรม dconf-editor ด้วยการกด ALT + F2 แล้วพิมพ์คำว่า “dconf-editor” (ไม่ต้องมีเครื่องหมายคำพูด) กด ENTER
  3. จากนั้นให้เลือกไปที่ desktop > unity > panel
  4. แก้ให้เป็นค่า [‘all’] หรือชื่อของโปรแกรมตามแบบวิธี Command line

ถ้าอยากให้กลับเป็นเหมือนเดิมก็ให้รัน

gsettings set com.canonical.Unity.Panel systray-whitelist "['JavaEmbeddedFrame', 'Mumble', 'Wine', 'Skype', 'hp-systray']"

หรือไปที่ dconf-editor ที่เดิม แล้วกด “Set to default”

ที่มา http://www.webupd8.org/2011/04/how-to-re-enable-notification-area.html