OpenOfficeMouse เม้าส์สำหรับ (คนบ้า) OpenOffice.org

ใครที่คิดว่า Magic Mouse ของ Apple น่าเบื่อบ้าง? เอะอะอะไรก็ Multitouch ป่งปุ่มก็ไม่มี

เพื่อเอาใจสาวก OpenOffice.org ที่ชอบ “ปุ่ม” ทาง OpenOffice.org community จึงจับมือกับ WarMouse ทำเม้าส์เพื่อการใช้งาน OpenOffice.org โดยเฉพาะ พร้อมด้วยปุ่ม 18 ปุ่ม แถมด้วย Analog Joystick อีกหนึ่งอัน รองรับคำสั่งการทำงานที่ปรับแต่งได้เองถึง 52 คำสั่ง!

ฟังดูเจ๋งจ๊าบมากๆ แต่ขอให้ดูหน้าตาของมันก่อนตัดสินใจซื้อ คิดดูเอาเองว่าคุ้มค่าตัว $74.99 (ประมาณ 2,500 บาท) ของมันหรือเปล่า (แพงกว่า Magic Mouse อีก)

ฟีเจอร์เด่นๆ ของ OpenOfficeMouse มีดังนี้

  • ปุ่มกดบนตัวเม้าส์ 18 ปุ่ม ปรับแต่งให้ใช้งานแทนคีย์ลัดได้ มีโหมดการใช้งานปุ่มกด 3 แบบ คือ Key, Keypress และ Macro
  • Analog Joystick บนตัวเม้าส์ สามารถปรับแต่งการทำงานได้เพื่อควบคุมคำสั่ง, Macro แทนปุ่มลัดบนคีย์บอร์ด
  • มี Scroll wheel (ไม่รู้ว่าปรับแต่งเป็นคีย์ลัดได้อีกหรือเปล่า?)
  • มีหน่วยความจำแบบแฟลช 512 KB ในตัว
  • จัดเก็บ profile เพื่อใช้กับ Application ต่างๆ ได้มากถึง 63 profiles และสามารถ import/export ค่า profiles ได้ในรูปของ XML
  • มี option ปรับแต่งเสียงเตือน เมื่อสลับการใช้งานระหว่าง profile
  • 1024-character macro support
  • ซอฟท์แวร์โปรแกรมที่ใช้ปรับแต่งการทำงานของ OpenOfficeMouse จะเผยแพร่ภายใต้ GNU Lesser General Public License version 3 และจะออกมาในไตรมาสแรกของปี 2010
  • resolution: 400 – 1,600 CPI
  • มี Default profile รองรับการทำงานของชุดโปรแกรม OpenOffice.org (OpenOffice.org 3.1) นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานกับ Application อื่นๆ อีก เช่น Adobe Photoshop, GIMP, World of Warcraft, Call of Duty

รายละเอียดหาอ่านได้จาก http://www.openofficemouse.com

ที่มา http://www.engadget.com/2009/11/06/openofficemouse-isnt-free-isnt-pretty/

(เห็นหัวข้อข่าวใน Engadget แล้วมีความรู้สึกว่า คนซื้อ OpenOfficeMouse นี่ไม่ใช่แค่รวยอย่างเดียวนะ ต้อง…ด้วย)

ผลแห่งกรรมกับเจ้าหมี Karmic (Ubuntu 9.10 Karmic Koala)

โพสต์นี้เป็นเรื่องต่อจากคราวที่แล้ว โดนหมี Koala กัดเข้าให้แล้ว

หลังจากที่ผมเขียนเล่าถึงเหตุการณ์ประสบเคราะห์กรรมปัญหากับการลง Ubuntu 9.10 Karmic Koala ไปเมื่อสองวันที่แล้ว ก็ได้มีคนมาร่วมแสดงความเห็นใจ และ แชร์ประสบการณ์ ในทันทีทันใด แถมไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญอะไรที่ในวันเดียวกันนั้นคุณ Mk ก็เขียนข่าว Karmic Koala ปัญหาเพียบ ควรลงใหม่ดีกว่าอัพเกรด ลงใน Blognone ซะด้วย

เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า สำหรับผม Karmic ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ที่จริงมันไม่มีปัญหาเลยด้วยซ้ำ ที่ผมลงแล้วไม่สำเร็จในครั้งแรกนั้นเป็นเพราะว่าผมดันไปลองอะไรแผลงๆ โดยที่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ทำดีพอต่างหาก ทั้งที่เจ้าของบทความก็เตือนเรื่อง bug ของ Ubiquity เอาไว้แล้ว

….

But if you have unpacked the Live CD on the same hard disk on which you want to install Ubuntu then you might run into this problem.

….

แต่สำหรับคนอื่น ผมเองก็ไม่รับประกันนะครับว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยโรยด้วยกลีบกุหลาบ อย่างไรก็ดี ผมขอให้ไปอ่านโพสต์เรื่อง The Myth of the Bad Ubuntu Release ของคุณ Jordan ซะก่อน เพื่อลดความอคติเนื่องจากข่าวร้ายๆ ทั้งหลายเกี่ยวกับ Karmic ในช่วงนี้

ที่ต้องบอกว่า Karmic ไม่ได้แย่ ก็เพราะว่าตอนนี้ผมสามารถลง Karmic บนเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของผมได้แล้วอย่างราบรื่น ข้อมูลทุกอย่างก็อยู่ครบ แม้แต่ Windows ที่ลงเป็น Dual-boot เอาไว้ก็ไม่ต้องฟอร์แมตลงใหม่แต่อย่างใด

อย่านึกว่าผมขยันไปทำการบ้านเรื่อง GRUB 2 มาแล้วจนเชี่ยวชาญอย่างถ่องแท้ ผมไม่ได้ขยันและเก่งขนาดนั้น วิธีแก้ปัญหาของผมเป็นวิธีแบบดิบๆ บ้านๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น นั่นคือ ผมจับเอา Live CD ของ Ubuntu 9.04 Jaunty Jackalope ยัดเข้าไปแล้วลง Jaunty เลย เพื่อลง GRUB bootloader ใหม่ตั้งแต่ต้น และจัดการลบ Partition ที่มีไฟล์ติดตั้งของ Karmic ออกไป จากนั้นพอ GRUB ของ Jaunty เจอทั้ง 2 OS ตามปกติแล้ว จึงค่อยลง Karmic จาก Live CD ตามปกติ ก็เป็นอันเสร็จพิธีล้างกรรม (แสดงว่า จริงๆ แล้ววันนั้นถ้าผมออกไปซื้อ CD มาตั้งแต่ต้น เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น)

สรุปคือ Karmic นี่มีกรรม (Karma) สมชื่อจริงๆ เผอิญว่ากรรมนั้นไม่ใช่กรรมของ Ubuntu แต่เป็นกรรมของผมเองต่างหาก :-P

ป.ล. วิธีการลง Ubuntu 9.10 โดยใช้ ISO บน Hard disk ได้ผลดีจริงๆ นะครับ ถ้ารู้วิธีแก้ปัญหา GRUB 2 หลังติดตั้ง แถมลงเร็วมากด้วย ผมใช้เวลาเพียง 6:30 นาทีเท่านั้น ขณะที่ลงจาก Live CD บนเครื่องเดียวกันใช้เวลาถึง 13:30 นาทีนับจากกดปุ่มยืนยัน Install ครั้งสุดท้าย

พบช่องโหว่ null pointer dereference บน Linux kernel

เป็นอีกหนึ่งข่าวร้ายเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Linux เพราะว่าช่องโหว่ของ null pointer reference ที่ว่านี้ทำให้ local user ที่ไม่ใช่ root สามารถเข้าถึงสิทธิของ root ได้ และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ช่องโหว่นี้เพิ่งได้รับการแก้ไขใน Kernel 2.6.32 rc6 หรือ release candidate ตัวล่าสุด ณ ปัจจุบัน (มีใครแถวนี้ใช้ Kernel 2.6.32 rc6 บ้าง… ถ้ามี ก็แสดงว่าล้ำหน้าสุดๆ) นั่นหมายความว่า ในตอนที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ เกือบจะทุกเครื่องที่รัน Linux มีโอกาสถูกแฮกได้โดยด้วยช่องโหว่ที่ว่า แม้แต่ SELinux (Security-Enhanced Linux) ก็ป้องกันการโจมตีนี้ไม่ได้

ข่าวรายงานว่าช่องโหว่นี้ถูกค้นพบตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม โดยนักพัฒนาคนหนึ่งของ Project grsecurity ชื่อ Brad Spengler และทางคุณ Brad Spengler เองก็ค่อนข้างแปลกใจที่ตัวเขาพบช่องโหว่นี้เป็นคนแรก จนถึงกับออกปากคุยว่า

It’s interesting to me that I picked it out two weeks before the people whose job it is to find this sort of stuff.

They’ve got entire teams of people and I’m just one person doing this in my free time.

(ผมว่าพี่แกออกแนวขี้โม้หน่อยๆ นะ)

ช่องโหว่ของ null pointer dereference นี้ สามารถถูกรันได้เมื่อค่าของตัวแปร mmap_min_addr ใน kernel ถูกตั้งให้เท่ากับ 0 (ศูนย์) ซึ่งดิสโทรใหญ่ๆ เช่น RHEL (Red Hat Enterprise Linux) และ Debian ก็ตั้งค่านี้เป็นศูนย์โดย default ซะด้วย แต่ทาง Red Hat ก็ได้ออกตัวแก้เป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ RHEL เวอร์ชัน 4 และ 5 ส่วน Debian เองก็มีหน้า Wiki อธิบายวิธีสำหรับเปลี่ยนค่า mmap_min_addr เพื่อป้องกันการโจมตีผ่านทาง null-pointer เหมือนกัน อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนค่า mmap_min_addr นี้ก็อาจจะมีผลกระทบต่อ Application บางตัว เช่น WINE, qemu, dosemu

ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีเล็กๆ สำหรับคนใช้ Ubuntu นั่นคือ ใน Ubuntu ค่า mmap_min_addr ที่ว่านี้ถูกตั้งเป็น 65535 อยู่แล้วโดย default เพราะฉะนั้น Ubuntu จึงปลอดภัยต่อช่องโหว่นี้ไปโดยปริยาย ไม่ต้องแก้อะไรทั้งสิ้น (ในข่าวไม่ได้ระบุว่าปลอดภัยทุกเวอร์ชันหรือเฉพาะเวอร์ชันล่าสุด)

ที่มาข่าวจาก

  1. http://www.h-online.com/open/news/item/Hole-in-the-Linux-kernel-allows-root-access-850016.html
  2. http://www.theregister.co.uk/2009/11/03/linux_kernel_vulnerability/

ป.ล. สิ่งที่เรียกว่า null pointer dereference นี่มันคืออะไรอะครับ? ใครเป็นเซียน kernel ช่วยอธิบายให้ละอ่อนอย่างผมเข้าใจหน่อยนะครับ

รอต่อไป… GNOME 3.0 อาจจะเลื่อนไปออกครึ่งหลังปี 2010

GNOME 3.0 ซึ่งคาดหวังกันไว้ว่าจะเป็น GNOME เวอร์ชันใหม่ที่พลิกรูปโฉม Desktop Environment แบบเดิมๆ ไปเลย (อย่างที่ KDE ได้ทำกับ KDE 4…. แม้ว่าช่วงแรกๆ จะโดนติเตียนอย่างรุนแรงก็ตาม) มีโอกาสที่จะต้องเลื่อนออกไปจนถึงเดือนกันยายน 2010 หรือถ้านับตามเลขเวอร์ชันก็คือ 2.32 แม้ว่าก่อนหน้านี้หลายคนเชื่อกันว่า GNOME Team ตั้งใจจะให้ GNOME 2.30 (เวอร์ชันที่จะออกต้นปี 2010) เป็น GNOME 3.0 ก็ตาม

ซึ่งเหตุผลหลักๆ ของการเลื่อน (จริงๆ จะนับว่าเป็นการ “เลื่อน” ก็ไม่ค่อยจะถูกนัก เพราะตั้งแต่ตอนแรก GNOME ก็ไม่ได้ประกาศรีลีส GNOME 3.0 อย่างเป็นทางการแน่นอนนัก) ก็มาจากความล่าช้าและความไม่พร้อมของฟีเจอร์หลักๆ เช่น GNOME Shell และ Zeitgeist

ถึงอย่างไร แฟน Ubuntu ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการเลื่อนครั้งนี้ เพราะถึงอย่างไร GNOME 3.0 ก็จะไม่มากับ Ubuntu 10.04 อยู่แล้ว ถ้า GNOME 3.0 ออกเดือนกันยายนจริงๆ ก็ไม่แน่ว่า Ubuntu 10.10 อาจจะเป็นดิสโทรแรกๆ ที่ได้ใช้ GNOME 3.0 ก็ได้ (แต่อย่าเพิ่งหวังมากนักดีกว่า)

ที่มาข่าว http://www.phoronix.com/scan.php?page=news_item&px=NzY3MQ

 

โดนหมี Koala กัดเข้าให้แล้ว

หลังจากที่ลง Ubuntu 9.10 Karmic Koala บนเครื่องคอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊กมาได้เกือบสัปดาห์ วันนี้ผมวางแผนที่จะลงเจ้าหมี Karmic Koala บนเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะบ้างอีกเครื่อง

ที่จริงการฟอร์แมตและลง Ubuntu มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย (ถ้าเคยทำมาก่อน) แต่ปัญหาของผมคือ CD-R ที่บ้านมันหมดเกลี้ยงไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว และเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเครื่องเก่าของผมมันก็ไม่สนับสนุนการบูตจาก USB Flash Drive ซะด้วย จะใช้ LiveUSB ก็ไม่ได้

เมื่อสองวันก่อนผมเห็นโพสต์สอนวิธีการลง Ubuntu 9.10 แบบไม่ต้องง้อ CD ด้วยความขี้เกียจ+งก ผมเลยลองทำดู หลักการของวิธีนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมาก โดยสรุปก็คือ

  1. สร้าง Partition ว่างๆ ขนาด 700 MB ขึ้นไป ขึ้นมา 1 อัน
  2. Extract ไฟล์จาก ISO image เข้าไปที่ partition ใหม่ที่สร้างขึ้นมา
  3. ตั้งค่า GRUB ให้ชี้ไปที่ Partition นั้นตอนบูต (ดังนั้นเครื่องที่จะใช้วิธีนี้ได้ต้องมี GRUB อยู่แล้ว)
  4. บูตเข้า Live session จาก Partition นั้นและ Install

ผมลองทำตามดู ก็บูตเข้า Live session ได้ (กรณีของผมต้องแก้บรรทัด initrd เป็น initrd  /casper/initrd.lz) และ Install ได้ตามปกติ แต่พอลงเสร็จ รีสตาร์ตใหม่ กลายเป็นว่า GRUB 2 ดันมองไม่เห็น Ubuntu OS ซะงั้น ในรายชื่อ OS มีแต่ Memtest กับ Windows

แต่ผมก็ยังใจเย็นอยู่ เพราะว่าเห็นใกล้ๆ โพสต์สอนวิธีการลง มีโพสต์สอนวิธีการ Recover GRUB 2 อยู่ อ่านไปอ่านมาก็รู้แล้วว่าต้องออกไปซื้อ CD-R มา burn แน่แล้ว (ทำไมไม่ออกไปซื้อแต่แรกกก… ไม่น่าขี้เกียจเลย) เพราะต้องเข้าไปแก้จาก LiveCD หรือ LiveUSB อย่างเดียว

เอาละ ไปซื้อ CD-R กลับมา (ผมต้องเดินไปซื้อถึงซีคอนสแควร์ด้วยนะ เพราะว่าช่วงนี้เสรีเซ็นเตอร์กำลังปรับปรุงห้างอยู่… โชคร้ายสุดๆ) ก็ burn Ubuntu ISO เลยทันที ใช้เครื่อง MacBook เลยซะด้วย เพราะว่าอยากให้เสร็จเร็วๆ

หลังจากยัดแผ่นที่ burn เสร็จเข้าไป บูตเข้า Live session ผมก็นึกได้ว่า “ไหนๆ บูตมาแล้วก็ Reinstall ใหม่เลยแล้วกัน GRUB มันจะได้เช็ค OS เอง ไม่ต้องเข้าไปแก้ให้เหนื่อย” คิดได้ดังนี้ ผมจึงกด Install และ Format ใหม่ไปเลย (ลงใหม่ยังไงก็เสียเวลาแค่ไม่กี่นาทีอยู่แล้ว)

รีสตาร์ตใหม่อีกรอบ นึกว่าเรื่องจะจบแบบ Happy ending ซะแล้ว ผลกลับออกมาว่า คราวเคราะห์ผมยังไม่หมด GRUB 2 ยังคงมองไม่เห็น Ubuntu เหมือนเดิม เริ่มเครียดหน่อยๆ แล้ว

ไม่เป็นไร ทำตามวิธีการ Recover GRUB 2 ก็ได้ ผมก็บูตเข้า Live session อีกครั้ง และลองทำตามขั้นตอนที่เขาบอกดู สารภาพเลยว่าทำตามโดยที่ไม่รู้เรื่องเลยว่าอะไรเป็นอะไร เพราะ GRUB 2 เป็นของใหม่ที่ผมยังไม่ได้ศึกษามาก่อน

และแล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมประจำวันจนได้ คราวนี้ในรายการของ GRUB มองเห็นแต่ Memtest อย่างเดียว แม้แต่ Windows ก็หายไปแล้วด้วย

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าโพสต์บทความ How to ทั้งสองอันข้างต้นใช้ไม่ได้นะครับ ผมคิดว่าสาเหตุมันน่าจะมาจากที่ผมไม่ยอมทำความเข้าใจกับการตั้งค่าของ GRUB 2 ให้ดีซะก่อน

ไว้วันหลัง ถ้าผมแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ ผมจะมาเขียนวิธีแก้ต่ออีกครั้ง

วันนี้พอแค่นี้ก่อน เครียดมากเดี๋ยวเผลอพังเครื่องตัวเองแบบคลิปนี้