การเซฟ mp3 จาก Youtube ด้วย Video DownloadHelper ใน Ubuntu

Video DownloadHelper เป็น add-on ใน Firefox ซึ่งช่วยให้เราดึงวิดีโอที่ฝังเป็น Flash (หรือฝังในรูปแบบอื่นที่สนับสนุน) จากเว็บแชร์วิดีโอ เช่น Youtube ได้อย่างง่ายๆ

ฟีเจอร์อันหนึ่งที่แถมมาใน Video DownloadHelper คือ “convert file” ทำให้เราสามารถแปลงฟอร์แมตไฟล์มีเดียที่ดาวน์โหลดโดยอัตโนมัติทันทีหลังจากดาวน์โหลดเสร็จ

แต่ว่า Ubuntu ไม่ได้แถมพวก proprietary codecs มาให้โดย default ฉะนั้นหากต้องการแปลงไฟล์เป็นฟอร์แมตยอดนิยมต่างๆ เช่น .mp3 ฯลฯ เราก็ต้องลง codecs เพิ่ม Video DownloadHelper สนับสนุนเครื่องมือ encoder/decoder หลายตัว เช่น ffmpeg, Mencoder แต่เนื่องจากผมชอบ ffmpeg (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ผมรู้สึกไปเองว่า ffmpeg มีแพคเกจในการติดตั้งน้อยกว่า)

1. เปิด Synaptic หรือ จะใช้ apt-get ก็ได้ ติดตั้งแพคเกจที่ชื่อว่า “ffmpeg” และ “libavcodec-extra-53” (ผมไม่แน่ใจตัวเลขข้างหลังนะ แต่เอาเป็นว่ามองหา libavcodec-extra-.. เอาแล้วกัน)

sudo apt-get install ffmpeg libavcodec-extra-53

2. ติดตั้ง Video DownloadHelper ใน Firefox โดยจะค้นหาเอาเอง หรือ ไปที่ addons.mozilla.org/en-US/firefox/addon/video-downloadhelper/ ก็ได้ หลังจากติดตั้งก็ต้องรีสตาร์ต Firefox หนึ่งรอบตามธรรมเนียม

3. เมื่อเปิด Firefox ขึ้นมาใหม่ ก็จะปรากฏ icon ของ Video DownloadHelper อยู่ตรงด้านขวาของ URL bar คลิกขวาที่ icon นั้นแล้วเลือก Preferences

dwh-pref

4. ในหน้าต่าง Preferences ของ Video DownloadHelper ให้เลือกแท็บ Conversion คลิกเลือกติ๊กเปิดให้เป็น “conversion enabled” จากนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่าช่อง converter ได้เลือกเป็น ffmpeg หรือเครื่องมือ encoder/decoder ตัวที่ต้องการแล้ว (ตามปกติ Video DownloadHelper จะตรวจเครื่องมือที่ติดตั้งในระบบและเลือกให้เองโดยอัตโนมัติ)

dwh-convert

5. ลองทดสอบโดยเข้าไปดาวน์โหลดเพลงจากเว็บ Youtube หรือเว็บแชร์วิดีโออื่นๆ (Youtube จะง่ายที่สุด เพราะ Video DownloadHelper เสมือนว่าแทบจะสร้างมาเพื่อดาวน์โหลดวิดีโอจาก Youtube โดยเฉพาะเลย) กดเลือกเมนู drop-down ตรง icon ของ Video DownloadHelper

dwh-youtube

นั่นแหละ เลือก Download & Convert ก็จะมีกล่องให้เราเลือกฟอร์แมตที่ต้องการเซฟตามใจชอบ (นอกจากนี้ก็ยังมีตัวเลือกให้ปรับแต่งอย่างละเอียดสำหรับ advanced user ด้วย) เท่านี้ก็เรียบร้อย

ป.ล. ผมพยายามเลือกดาวน์โหลดแต่เพลงคลาสสิกที่เป็น public domain นะ ใครจะเอาไปดาวน์โหลดเพลงที่มีลิขสิทธิ์ ก็รับผิดชอบกันเอาเอง ผมไม่เกี่ยว

ถ้าพระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่างจริง พระไตรปิฎกก็ควรมีวิธีพิสูจน์ Goldbach’s Conjecture

ในหนังสือ  “Demon-haunted World: Science as a Candle in the Dark” ย่อหน้าหนึ่ง Carl Sagan ได้บอกไว้ว่าเวลาที่เจอพวกที่อ้างว่าติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ เขาจะส่งจดหมายตอบไปให้เขาถามวิธีพิสูจน์ Fermat’s Last Theorem หรือ Goldbach’s Conjecture จากมนุษย์ต่างดาวให้หน่อย สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่ฉลาดล้ำหน้าเกินกว่ามนุษย์ขนาดเดินทางข้ามอวกาศมาเยี่ยมเราได้ ย่อมจะต้องสามารถแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของเราได้แน่ (ตอนนั้น Fermat’s Last Theorem ยังพิสูจน์ไม่เสร็จ)

Carl Sagan บอกว่าทุกครั้งที่ส่งจดหมายแบบนี้ไป คนพวกนั้นก็ไม่ตอบกลับเลย

เหตุผลที่ Carl Sagan ยกคำถามคณิตศาสตร์ ก็เพราะคณิตศาสตร์เป็นภาษาสากล เราสามารถ assume ได้ว่า ภูมิปัญญาที่จะมีวิสัยทัศน์ดังอ้างได้จะต้องเข้าใจในรูปแบบของธรรมชาติซึ่งสามารถแสดงออกได้ในรูปแบบทางคณิตศาสตร์(หรืออะไรคล้ายๆ กัน) หากภูมิปัญญานั้นสูงล้ำหน้ากว่ามนุษย์แล้ว ปัญหาคณิตศาสตร์เหล่านี้ก็ต้องเรื่องจิ๊บๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีหนทางใบ้ไปสู่คำตอบ

เหตุผลที่ยก Fermat’s Last Theorem หรือ Goldbach’s Conjecture ก็เพราะสองอันนี้เป็นทฤษฎีบทที่เรียบง่าย แต่พิสูจน์ได้ยากยิ่ง หากภูมิปัญญานั้นเข้าใจรูปแบบธรรมชาติอย่างใน assumption ย่อหน้าก่อนหน้า เขาจะต้องสังเกตเห็นและเข้าใจรูปแบบที่ปรากฏในทั้งสองทฤษฎีบทนี้แน่ๆ

มุขนี้น่ายืมมาใช้กับศาสนิกชนของบางลัทธิที่ชอบอวดอ้างว่า “ศาสดาของตนเก่งนักเก่งหนา รู้ไปหมดทุกอย่าง” เสียจริง

ตรงไหนของพระไตรปิฎกมีใบ้วิธีพิสูจน์ Goldbach’s Conjecture ไว้บ้างนะ? คนอินเดียก็เป็นหนึ่งในชนชาติที่มีความก้าวหน้าคณิตศาสตร์ของยุคโบราณ ถ้าศาสนาพุทธอธิบายทุกอย่างเจนจบหมดสิ้นดังอ้าง เรื่องแบบนี้ก็น่าจะมีคำใบ้ไว้อยู่นะ

อุ๊ย! ลืม เผลอหลุดปากว่าเป็นศาสนาพุทธไปได้ไงเนี่ย…. ฮุฮิๆๆ

ผมคิดว่าคำอ้างเพ้อเจ้อกลวงๆ ประเภทนี้เจอการล้อเลียนแบบนี้ก็สมควรแล้ว อย่างที่ Thomas Jefferson กล่าวไว้

‎”Ridicule is the only weapon which can be used against unintelligible propositions. Ideas must be distinct before reason can act upon them”,

~ Thomas Jefferson, letter to Francis Adrian Van der Kemp, 30 July, 1816

(แต่ Carl Sagan นี่ก็ไม่เชิงว่าเขาจะล้อเลียนคนที่อ้างว่าถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปนะ ดูเหมือนเขาจะค่อนข้างเห็นใจซะด้วย แต่เขาไม่เชื่อจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์)

Darwin’s Wars ภาคสอง?

พอดีเขียนข่าวเกี่ยวกับ World Science Festival เลยรู้ว่างานนี้มี E. O. Wilson ไปพูดด้วย http://worldsciencefestival.com/blog/eo_wilsons_controversial_rethink_of_altruism

E. O. Wilson เนี่ยทำเรื่องมด ถือว่าเป็น myrmecologist (นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษามด) ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในโลกเลย หนังสือ The Ants ที่เขาแต่งร่วมกันกับ Holldobler ถือว่าเป็น bible ของ myrmecology ใครที่เรียน Entomology แล้วไม่รู้จักคนนี้ถือว่าแย่มาก

ด้วยความที่เขาทำเรื่องมด เขาจึงสนับสนุน kin selection ในตอนแรก ผมเคยอ่านงานของ Wilson อันหนึ่ง เขาสรุปเลยว่าสัดส่วนระหว่างจำนวนสมาชิกแต่ละวรรณะของมดในรังมันตรงกับที่ kin selection ทำนายไว้พอดี ดังนั้น kin selection works.

แต่ไม่รู้ไปมาอีท่าไหน เมื่อไม่นานมานี้ E. O. Wilson ถอนแนวคิดตัวเองเฉยเลย แล้วหันไปหา group selection แทน ตอนแรกที่ผมเห็นชื่อ Wilson ร่วมเป็น author ใน paper ปี 2011 ของ Martin A. Nowak อันที่ claim ว่า kin selection ใช้อธิบายอะไรไม่ได้ ผมตะลึงสัสๆ คิดไปว่า Nowak เป็น advisee ของ Wilson ด้วยซ้ำ (ความจริงไม่ใช่นะครับ Nowak เป็นนักทฤษฎีชีววิทยาที่กำลังมาแรงอีกคน เขาออกแนว catholic ด้วย แต่ก็คงนับถือพระเจ้าในแบบของไอน์สไตน์ ไม่ใช่ personal God)

หนังสือเล่มล่าสุดของ E. O. Wilson “The Social Conquest of Earth” ที่ตอนแรกผมนึกว่าจะไม่มีอะไรนอกจากไปในทาง promote Sociobiology ต่อ กลับกลายเป็นมาดันเรื่อง group selection ในมนุษย์

แล้วตรงนี้ดันแรงมากด้วย Wilson จัดมนุษย์ให้เป็น “eusocial animal” เลย ทั้งที่ถ้าเอาตามคำจำกัดความ มนุษย์จะมีข้อหนึ่งที่ไม่ตรง นั่นคือ ข้อที่ว่า “ต้องมี sterile caste” เราไม่มีวรรณะของมนุษย์ที่เป็นหมัน ซึ่ง -ถ้าผมอ่านความคิดของ Wilson ไม่ผิด- คำจำกัดความข้อนี้มันมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับแนวคิด inclusive fitness หรือ kin selection อยู่ (เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ข้อมูลมาว่า W. D. Hamilton เจ้าของความคิดเรื่อง inclusive fitness ที่เป็นพื้นฐานของ kin selection เองไม่ชอบคำว่า kin selection เพราะมัน mislead ไปสู่ความรู้สึกว่าต้องมี kinship อะไรสักอย่างถึงจะอธิบายได้)

ชื่อ The Social Conquest of Earth ของหนังสือ มันก็สื่อถึง theme ของหนังสือว่าการพัฒนาสู่ระดับ eusociality คือระดับความก้าวหน้าสูงสุดของวิวัฒนาการบนโลกนี้นั่นเอง ตรงนี้น่าจะพ้องตรงกับหนังสือ The Supercooperator ของ Martin A. Nowak อีก และก็น่าจะไปคล้ายๆ กับแนวคิดของป้า Lynn Margulis ด้วยอีกคนที่พยายามดันแนวคิดว่า”selection force คือแรงที่นำไปสู่ mutualism ในขั้นสุดท้าย”

แต่แนวคิดของป้า Lynn นี่หนักหนาสากรรจ์กว่ามาก -เปรียบเทียบให้เห็นภาพนะ- ป้า Lynn แกมาถึงก็โจนไปสู่ข้อสรุปว่า selection force ทุกอย่างคือการนำไปสู่ความปรองดอง altrusim/mutualism เลย สุดท้ายสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันแบบสังคม mutualism จะครองโลก ไม่ได้มี mathematical ground เหมือน Nowak, แทบไม่สนเรื่อง natural selection ระหว่าง individual ในแบบ Classical Darwinism ด้วยซ้ำ ขณะที่ของ Wilson นั้นว่าการแข่งขันตามแบบ natural selection เป็นตัวการ เพียงแต่มัน act ในหลายระดับ จึงทำให้เกิดสภาพของการไต่สู่ “Social conquest”

ถ้าผมคาดการณ์ไม่ผิด นี่คือ **Darwin’s Wars ภาคสอง** แน่นอน

——–

ย้อนความไปภาคแรกก่อน

Darwin’s Wars ภาคแรกนี่ เกิดช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ตัวขุนของสองฝ่าย คือ Richard Dawkins และ Stephen Jay Gould ; ฝ่ายแรกเรียกว่า Dawkinsian ชูธงสนับสนุนแนวคิดเรื่อง sociobiology (ซึ่งถูกทำให้ตกผลึกอย่างชัดเจนที่สุดโดย E. O. Wilson ในหนังสือ Sociobiology: New Synthesis และเป็นคน coined คำว่า sociobiology แต่เราก็คงไม่นับว่า Wilson เป็น Dawkinsian หรอกมั้ง?) โดยมองว่า aspect ต่างๆ ของสังคมมนุษย์มีพื้นฐานเบื้องหลังทางวิวัฒนาการ, ฝ่ายหลังเรียกว่า Gouldian ไม่เอาแนวคิด sociobiology เพราะมองว่ามันเป็นมุมมองที่ deterministic และเป็นการเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปหาการเมือง

นอกจากนั้น Dawkinsian ก็ยังมองว่ากลไกวิวัฒนาการเกิดแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป หรือ Gradualism ในขณะที่ Gouldian มองว่าวิวัฒนาการมันเกิดแบบกระโดดเป็นช่วงๆ สลับกับภาวะสมดุลที่ค่อนข้างนิ่ง เรียกว่า Punctuated Equilibrium

ผมไม่รู้ว่าจะขีดเส้นว่า Darwin’s Wars จบลงเมื่อไรดี แต่ว่าในปัจจุบันผลดูเหมือนจะออกมาว่า ประเด็น sociobiology ฝั่ง Dawkinsian จะชนะ (รวมถึง E. O. Wilson ด้วย) และประเด็นกลไกวิวัฒนาการน่าจะลงเอยด้วยการปรองดองกัน โดยมองให้ microevolution และ evolution ในภาพรวมระยะยาวเป็นแบบ Gradualism ในขณะที่ macroevolution การเกิด clade ใหม่ๆ เป็นแบบ Punctuated Equilibrium

มีคนเขียนสรุป Darwin’s Wars ภาคแรกไว้เป็นหนังสือด้วย

http://www.amazon.com/Darwin-Wars-Stupid-Became-Selfish/dp/068485144X

http://www.amazon.com/The-Darwin-Wars-Scientific-Battle/dp/0743203437

———

ตัดฉากกลับมาที่ยุคปัจจุบัน Darwin’s Wars ภาคสอง ปะทุจากเชื้อไฟ kin selection vs group selection ที่มีอยู่ดั้งเดิมตั้งนานแล้ว

มันน่าจะเริ่มตั้งแต่ที่ E. O. Wilson กลับลำหันมาสนับสนุน Group selection นั่นแหละ ผมเดาไว้แล้วว่า Richard Dawkins ต้องออกมาโต้แน่ และก็มาจริงๆhttp://www.prospectmagazine.co.uk/science/edward-wilson-social-conquest-earth-evolutionary-errors-origin-species/

David Sloan Wilson ที่สนับสนุน group selection มาตลอดก็โจมตี Richard Dawkins คืนมั่งhttp://www.thisviewoflife.com/index.php/magazine/articles/richard-dawkins-edward-o.-wilson-and-the-consensus-of-the-many

kin selection vs group selection ฟังดูแล้วดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันหรืออย่างน้อยก็เข้ากันได้ คือ มันอธิบายว่าทำไมพฤติกรรมเสียสละ altruism ถึงเกิดขึ้นมาได้และประสบความสำเร็จ

kin selection บอกว่ามันเป็นไปเพื่อให้ยีนของผู้ที่เป็นฝ่ายเสียสละนั้นมีโอกาสถ่ายทอดไปได้สูงสุด

group selection บอกว่าการเสียสละทำให้ “กลุ่ม” แข่งขันกับกลุ่มอื่นๆ ได้ดีขึ้น มี group fitness สูงกว่ากลุ่มอื่น

ตอนที่ผมเรียน มันก็ไม่สอนหรอกว่าสองอย่างนี้ขัดแย้งกันอย่างไร แต่ความจริงแล้วมันแย้งกันที่ระดับฐานรากของมุมมองว่า selection force ออกแรงกระทำกับ selection unit อะไร

พวก reductionism ที่มองว่า ยีน คือ selection unit เพียงอย่างเดียว หรือ gene-centered view of evolution ก็จะเชียร์ kin selection ตัวอย่างเช่น Dawkins และอีกหลายๆ คน แต่ผมนึกชื่อไม่ออก (ผมรู้ว่ามีหลายคนเพราะหลังจากที่ Nowak ตีพิมพ์ paper ที่เคลมว่า kin selection ใช้การไม่ได้ มันมีบทความวิจารณ์งาน Nowak ลง Nature ประมาณครึ่งโหล และก็มีการทดลองที่ author เขียนโต้งๆ เลยว่าทำเพื่อแย้ง Nowak อย่างต่อเนื่อง)

พวกที่มองว่า selection force ออกแรงได้หลายระดับ ตั้งแต่ยีน, individual, group ก็จะเขียร์ group selection เช่น D. Sloan Wilson, Martin A. Nowak, และน้องใหม่หน้าเก๋ากึก E. O. Wilson (กลุ่มหลังนี่น่าจะรวมป้า Lynn Margulis ที่เพิ่งเสียชีวิตไปด้วยนะ แต่ผมไม่แน่ใจ)

คราว Darwin’s Wars ภาคแรก E. O. Wilson มีบทบาทค่อนข้างเป็นตัวแปรอิสระที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน แต่ Darwin’s Wars ภาคสอง เขาน่าจะถูกจับตามองเป็นแกนนำของฝ่าย group selection แน่

http://www.mcclatchydc.com/2012/06/04/151057/two-theories-on-why-were-nice.html

มหาวิทยาลัยจะมีค่าอะไร ถ้า….

ข่าวเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งให้เปลี่ยนการรับน้องไปเป็นการปฏิบัติธรรมที่วัดธรรมกายนี่ ผมไม่รู้ที่มาที่ไปชัดเจน เนื่องจากว่าข่าวเดียวกันนี้มีการนำเสนอที่แตกต่างกันมาก

สื่อที่บอกว่าว่า รมว. เน้นย้ำว่าต้องเป็นวัดธรรมกาย มีแต่สื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทั้งนั้น (เช่น คมชัดลึก ไทยโพสต์) ผมเลยไม่แน่ใจว่าจะมีการโหนให้ความเกลียดชังธรรมกายโจมตีรัฐบาลหรือเปล่า (เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของความขัดแย้งทางการเมือง ข้อดีคือทำให้เราชั่งน้ำหนักที่มาของข่าวก่อนเชื่อ ข้อเสียคือทำให้เราไม่แน่ใจได้เลยว่าข่าวไหนเขียนจากข้อเท็จจริง ข่าวไหนใส่อคติลงไปเท่าไร)

ขณะที่ข่าวที่รายงานใน เว็บ นสพ. ข่าวสด กับ ไทยรัฐ มีแค่บอกว่าสั่งให้เปลี่ยนการรับน้องรุนแรงไปเป็นการปฏิบัติธรรมหรือกิจกรรมอย่างอื่น ไม่ได้ระบุว่าเป็นวัดไหน

ตัวอย่างจากข่าวสด

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdNakE1TURVMU5RPT0%3D&sectionid=TURNeE5RPT0%3D&day=TWpBeE1pMHdOUzB3T1E9PQ%3D%3D

แต่สำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นวัดธรรมกายหรือวัดโพธิ์

**ผมก็ไม่เห็นด้วยให้สถานศึกษามีการบังคับ, กดดัน, ชี้นำ, ชักจูงให้นักเรียน-นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาในทุกกรณี**

การยืนยันเช่นนี้ก็ไม่ได้แปลว่าผมเห็นด้วยกับการรับน้อง ผมคิดว่าควรเลิกการรับน้องไปเลย

ดูเหมือน ศธ. จะยังคงคิดว่านักศึกษาใหม่ไม่สามารถคิดหรือทำอะไรสร้างสรรค์ได้หากปราศจากกิจกรรมชี้นำจากเบื้องบน (รุ่นพี่, อาจารย์, หรือพระสงฆ์) พอไม่เอารับน้องก็เลยต้องหาอะไรมายัดแทน ทั้งที่ความจริง เลิกรับน้องไปเลยก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นจะต้องหาอะไรมาแทนมันหรอก

หรือนี่จะเป็นธรรมเนียมไทยๆ ที่มหาวิทยาลัยควรจะเป็นแหล่งอบรมให้นักศึกษารู้จักยอมรับอำนาจเบื้องบนแต่โดยดี ห้ามขัดขืน ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิด ห้ามสงสัย

มีคำพูดหนึ่งของ ริชาร์ด ดอว์กินส์ ที่พูดในหัวข้อ The Purpose of Purpose ของการทัวร์ USA มี.ค. ปี 2009 ดังนี้

“What on earth is the university for if it only reinforces opinions that students and the public already hold?”

“มหาวิทยาลัยจะมีค่าอะไร ถ้ามันเป็นแค่แหล่งส่งเสริมความเชื่อที่นักศึกษาและสาธารณชนยึดถือกันอยู่แล้ว”

ข้อความข้างบน Richard Dawkins พูดตอบโต้ร่าง กม. HR 1014 ที่เสนอให้สภาของรัฐ Oklahoma ประกาศว่าการเชิญ Dawkins มาบรรยายของ University of Oklahoma เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เนื่องจากเป็นการยัดเยียดแนวคิด Darwinian evolution ซึ่งขัดกับความเชื่อของสาธารณชน อ่านรายละเอียดได้จาก http://ncse.com/news/2009/03/antievolution-resolutions-introduced-oklahoma-004637
(รัฐ Oklahoma เป็นส่วนหนึ่งของ “Bible Belt” ถ้านึกภาพสถานการณ์ไม่ออก ก็ให้นึกถึงว่าทักษิณไปเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงที่ภาคใต้)

สรุปแล้ว เราต้องการให้มหาวิทยาลัยของประเทศไทยมีค่าหรือไม่?

Growing Up in the Universe

 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมได้ดู Royal Institution Christmas Lecture ปี 1991 “Growing Up in the Universe” ในองค์เสด็จพ่อ Richard Dawkins จบ 5 ตอนแล้วอึ้งมากๆ

เหตุผลที่อึ้งนี่คือ ความพยายามในการเตรียมการบรรยายทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาให้เด็กๆ เยาวชนของเขาฟัง

ของประกอบนี่เต็มไปหมด มีทั้งกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน, หุ่นยนต์, คอมพิวเตอร์ (อย่าลืมว่ามันเป็นของเมื่อ 20 ปีที่แล้วนะ คอมพิวเตอร์ที่มี GUI มีเมาส์เพิ่งจะมีไม่นาน), คลิปวิดีโอ, สัตว์ตัวเป็นๆ ฯลฯ ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาที่อัดแน่นและกลั่นกรองแล้วอย่างดีโดยองค์เสด็จพ่อ Dawkins

ตอนยกตัวอย่างภาพถ่าย MRI (เทคโนโลยีที่ใหม่มากๆ ในสมัยนั้น) ผมตะลึงมากที่เสด็จพ่อ Dawkins ตรัสว่า “ไปถ่ายภาพ MRI ไว้ตั้งแต่ตอนต้นปีเพื่อ lecture นี้โดยเฉพาะ” แสดงว่าการบรรยายนี้ต้องมีการเตรียมงานอย่างต่ำๆ ก็ 1 ปี และดูจากอุปกรณ์ที่ใช้ก็น่าจะลงทุนเป็นเงินหลายหลักอยู่

Royal Institution Christmas Lecture นี่มีเป็นธรรมเนียมทุกปี เชิญนักวิทยาศาสตร์ระดับบิ๊กๆ มาพูดทั้งนั้น (คนริเริ่มความคิดนี้คือ Michael Faraday) และถ่ายทอดสดทาง BBC ด้วย

ทั้งหมดนี้กลุ่มเป้าหมายหลักคือเพื่อเด็กและเยาวชนจริงๆ

ผมคิดว่าคลิปนี้น่าจะแชร์ตรงนี้ได้โดยไม่มีปัญหานะ เพราะอยู่ใน official youtube channel แห่งสำนักพระอาศรมองค์เสด็จพ่อ Dawkins เองเลย

——

คนไทยที่ชอบบ่นว่าประเทศเราไม่พัฒนาทางวิทยาศาสตร์สักที เลิกบ่นเหอะ หันไปดูบ้างว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเขาลงทุนเพื่อการปลูกฝังการศึกษาให้เด็กๆ ขนาดไหน แล้วหันมาดูประเทศ ดูตัวเองบ้าง

ฝันไปเถอะว่าประเทศที่ทีวีร่วมใจกันถ่ายทอดงานไร้สาระ พิธีโบราณงมงายกันทุกช่องแบบไม่ลืมหูลืมตา มันจะเจริญได้ (วันที่ 9 พ.ค. ปีนี้ ตรงกับวันพืชมงคลพอดี ผมเลยอดนึกถึงประเด็นนี้ไม่ได้)

ฝันไปเถอะถ้าแค่จะซื้อแท็บเล็ตให้เด็กๆ ใด้ใช้ ยังมีคนค้านบ่นกระปิดกระปอดเสียดายเงิน (ทั้งที่ไอ้พวกพิธีข้างต้นนี่ใช้ภาษีเป็นร้อยๆ พันๆ ล้านไม่เคยบ่น) แต่ตอนนี้คงเลิกบ่นแล้วมั้ง เพราะข้างในแท็บเล็ตก็มีโปรแกรมป้อนความซาบซึ้งอยู่เต็มเอี้ยด

ป.ล. เนื้อหาใน lecture นี้ องค์พ่อ Dawkins ได้เรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ Climbing Mount Improbable ด้วย (ชื่อเดียวกับ Ep. 3 ของ Lecture)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.